สิ้นสุดการรอคอยกับ “คดีฮั้ว สว.” ในชั้นการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจาก “สมาชิกวุฒิสภา” (สว.) ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัครเมื่อปี 2567 เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ร่วม 2 ปีเศษ และเกิดข้อร้องเรียนจากกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มอดีตผู้สมัคร สว.ที่ไม่ผ่านเข้าไปเป็น สว. ที่ไปร้องต่อ “กกต.” และ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) จนเกิดเป็น คดีฮั้ว สว.ที่มีการไต่สวน-สอบสวนคดีมาร่วมปีเศษ
และตามด้วยการเคลื่อนไหวของ “พรรคฝ่ายค้าน” และ “แนวร่วม” เช่น กลุ่มไอลอว์ ที่เปิดแนวรุก ไล่บี้ “กกต.” อย่างหนักในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ “กกต.” ส่งคำร้องเอาผิดผู้เกี่ยวข้องรวม 229 รายชื่อไปยังศาลฎีกาฯ ตามสำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ของ กกต. เพื่อให้ศาลฎีกาฯ รับคำร้องและทำการไต่สวนคดีฮั้ว สว.
พบว่า การรุกไล่ “กกต.” ของ “ฝ่ายค้าน” โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” (ปชน.) และ “แนวร่วม” ออกมากดดัน “กกต.” อย่างหนัก ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีการให้ สส.ของพรรคประชาชน ออกมาประกาศ หาก “กกต.” ไม่ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ หรือส่งไป แต่ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ ก็ให้ “กกต.” และ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เตรียมตัวไว้เลย เพราะจะหาทางช่องทางเล่นงาน เอาผิดทั้งหมดทำให้ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.ต้องออกมาดับกระแส ด้วยการประกาศ “คดีฮั้ว สว.” จบไม่เกินส.ค.
ซึ่งล่าสุด ก็มีความชัดเจนแล้วว่า คดีฮั้ว สว.จะได้ข้อยุติในวันที่ 14 ก.ย.นี้

ตามเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน กกต. ที่ออกมาช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับ การได้มาซึ่ง สว. โดยวันนี้ กกต.ได้พิจารณา รับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว และเนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน บางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวน เกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569”
สำหรับทิศทางมติ กกต.ในคดีฮั้วสว. ประเมินในเชิงการเมืองได้ว่า น่าจะออกมาไม่กี่สูตร เช่น
สูตรที่ 1 กกต.มีมติส่งคำร้องและรายชื่อไปศาลฎีกาฯให้ทำการไต่สวนคดีฮั้วสว.รวมทั้งสิ้น 229 รายชื่อตามสำนวนที่สรุปมาจากคณะอนุกรรมการไต่สวน ของกกต.ชุดที่ 26 ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้
ซึ่งใน 229 รายชื่อดังกล่าว แยกเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน ที่มีตั้งแต่ระดับประธานวุฒิสภา ลงมาจนถึงคีย์แมนสภาสูงชุดปัจจุบันหลายคน นอกจากนี้ก็มี เครือข่ายผู้สมัคร สว. 50 คน และกลุ่มสส.-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยประมาณ 21 คน ซึ่งในกลุ่มนี้มีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รวมอยู่ด้วย รวมถึงทีมงาน เช่น คนที่คอยประสานงานติดต่อผู้สมัคร สว.ให้ไปรวมกลุ่มหรือไปประชุมตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกสว.ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิ.ย.2567 อีกราวๆ 20 คน
หากออกมาสูตรนี้ กลุ่มพรรคฝ่ายค้านและแนวร่วมจะพอใจมากที่สุด และจะเกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองตามมา เช่น หาก 138 สว. โดนร้องไปศาลฎีกาฯหมด แล้วศาลฎีกาฯรับคำร้องและสั่งให้ทั้งหมดหยุดปฏิบัติหน้าที่ฯ จะทำให้วุฒิสภามี สว.เหลือไม่เกินกึ่งหนึ่ง ผลคือ วุฒิสภาอยู่ในสภาพสุญญากาศ และเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น การผ่านกฎหมายที่ส่งมาจากสภาฯ จะหยุดชะงักลง รวมถึง การเลือกกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ เป็นต้น
สูตรที่ 2 กกต. มีมติยกคำร้อง ไม่มีการส่งสำนวนคำร้องไปยังศาลฎีกาฯ
ที่ก็คือ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 ชื่อ “รอด” ไม่ต้องไปสู้คดีที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งแนวทางนี้จะตรงกับมติของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ที่มีข่าวว่า มีมติก่อนหน้านี้ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ด้วยเหตุพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ไม่มีน้ำหนักพอในการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาฯ
หากออกมาแบบนี้ แกนนำสว.-สว.ร้อยกว่าคนและแกนนำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็เฮกันลั่น แต่คนที่จะต้องรับแรงกระแทกอย่างหนักก็คือ “กกต.” และ “แสวง” เลขาธิการกกต. ที่ก็เสี่ยงจะตกเป็นจำเลยสังคมว่า ช่วยเหลือเครือข่ายสีน้ำเงินให้รอดพ้นคดีฮั้วสว.และฝ่ายค้านคงจะมีการเคลื่อนไหวเอาผิด กกต. ต่อไป
หากออกมาสูตรนี้ จะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ กกต.และเครือข่ายสีน้ำเงินอย่างหนัก จนอาจทำให้เกิดกระแสการเมืองที่จะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลอนุทิน ตามมาด้วย
สูตรที่ 3 กกต.ส่งคำร้องไปศาลฏีกาฯ แต่ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ
ที่ก็คือทำให้พวก “น้ำเงินเข้ม” ที่มีตำแหน่งในวุฒิสภา-รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทย รอดหมด เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ-มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และรัฐมนตรีอีกหลายคนเช่น ภราดร ปริศนานันทกุล, นภินทร ศรีสรรพางค์ และ สุขสมรวย วันทนียกุล 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯจากภูมิใจไทย ที่เคยมีชื่ออยู่ในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯกกต.ชุดที่ 26 ก็จะไม่มีชื่ออยู่ในสำนวนที่ส่งไปศาลฎีกาฯ

อันเป็นสูตรที่เรียกกันว่า เอาผิดเฉพาะน้ำเงินอ่อน เช่น พวกสว.บางคนที่ไม่ใช่น้ำเงินแท้ แต่เข้ามารวมกลุ่มในช่วงการเลือก สว.ระดับประเทศ หรือพวกผู้สมัคร สว. ในเครือข่ายที่ไม่ผ่านเข้ารอบไปเป็น สว. แต่เป็นเครือข่ายในการลงคะแนนให้กับพวก สว.สีน้ำเงิน เป็นต้น
ที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์และประเมินทางการเมืองแบบวัดใจ “กกต.” ว่า แนวโน้มที่เป็นไปได้มากสุดคือ ออกมาสูตรที่ 3 คือส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. แต่ส่งแค่บางรายชื่อ ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ ที่แน่นอนว่า จะไม่มีชื่อพวกรัฐมนตรี-สส.ภูมิใจไทย-แกนนำวุฒิสภาและสว.สายสีน้ำเงินเข้ม โดยกกต.จะอ้างเหตุว่า พยานหลักฐานไม่ชัดเจน ไม่สามารถเอาผิดได้ว่า กลุ่มเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเลือก สว. จึงไม่เห็นควรให้ส่งชื่อไปศาลฎีกาฯ
หาก กกต.เลือกออกสูตรนี้ เชื่อว่า กกต.และ แสวง คงเตรียมข้อมูลไว้ชี้แจงแล้วเป็นอย่างดีและพร้อมรอรับแรงกระแทกหนักๆ ที่จะตามมา
ส่วนว่า จะออกมาสูตร ยกคำร้องหมด ไม่เอาผิดคดีฮั้วสว.เลย หรือจะพลิกแบบหลายคนคาดไม่ถึง คือ กกต.ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯทั้งหมด 229 รายชื่อโดยมีชื่อนายกฯอนุทินด้วย มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?
ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่ยังตัดทิ้งไม่ได้เช่นกัน ในทางการเมือง มันก็มีสิทธิออกหน้านั้นได้เช่นกัน
ทั้งหมดอยู่ที่หลายปัจจัย ซึ่งต้องรอให้ถึงช่วงใกล้ๆ 14 ก.ย. น่าจะชัดว่า แนวโน้ม มติกกต.จะออกมาแบบไหน
………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















