”SMR”จะจอดที่การวางแผนอีกหรือไม่?…เมื่อไม่มีใครพูดถึง “NEPIO”   

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ร่างแผนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ที่จะนำมาใช้ในระยะยาวระหว่างปี 2569-2593 กำลังงวดเข้ามา อีกไม่กี่วันจะเดินมาสู่ขั้นตอนเปิดเวทีรับฟังความเห็นในวันที่ 8 ก.ย.69 ก็ไม่ยากเกินคาดเดาว่าน่าจะมีการแสดงความเห็นกันอย่างหลากหลาย บางคนก็ต้องการแสดงบทบาทเฉยๆ ให้ตัวตนเด่นชัดเพื่อบางสิ่ง โดยเฉพาะสายพลังงานหมุนเวียน (RE) ที่ถือว่าพูดยังไงก็บวก ขณะที่สายฟอสซิลอาจต้องเงียบไว้ก่อน

แม้ในความเป็นจริงการผลิต RE ยังต้องพึ่งโรงไฟฟ้าฟอสซิลเป็น backup ให้ ไม่ร่วมการลงทุนของรัฐอีกมโหฬารมาสนับสนุน RE ให้เสถียร เคาะเงินลงทุนตามร่างแผน PDP 2026 ออกมารวม 360,000 – 700,000 ล้านบาทที่ต้องหาเงินมาใช้ระหว่างปี 2572-2593 เพื่อขยาย และปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า และติดตั้ง STATCOM (Static Synchronous Compensator) อุปกรณ์ช่วยควบคุมแรงดันไฟฟ้า ,ลงทุนแบตเตอรี่เพิ่มเสถียรภาพระบบส่งไฟฟ้า และลงทุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนเฉี่อย (Synchronous Condenser) ซึ่งแสนล้านเหล่านั้นสุดท้ายก็คือเงินจากประชาชนทุกคนนั่นเอง  

อย่างไรก็ตามหากมองความเคลื่อนไหวเชิงลงทุนก็ต้องบอกว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาด ทำให้กิจการพลังงานเป็นเป้าหมายของนักลงทุนในเวลานี้ ทั้งนักลงทุนสายฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และสาย RE รวมถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามในอีกด้านการตื่นตัวของประชาชนก็ทำให้การทำแผน PDP ถูกจับตาด้วย จะเพิ่มสัดส่วน RE อย่างไรค่าไฟต้องไม่แพงจนรับไม่ได้ 

ร่างแผน PDP จึงถูกกำกับด้วยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกทางเลือกอยู่ระหว่าง 3.8 บาทต่อหน่วยไม่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมากนัก และอีกประเด็นยังถูกกำกับด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง 4 ทางเลือกที่กำหนดในร่างแผน PDP นั้นอยู่ที่สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปลายแผนที่แตกต่างกัน และรายละเอียดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่จะไปถึงเป้านั้น

ทางเลือกแรกสัดส่วน RE 65% ฟอสซิล 35% ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.5 ล้านตัน ทางเลือกที่สอง สัดส่วนเดียวกันแต่มีโครงการดักจับคาร์บอน (CCS) มาช่วย ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหลือ 19.1 ล้านตัน ทางเลือกที่ 3 สัดส่วน RE 89% ฟอสซิล 11% ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 16.6 ล้านตัน ทางเลือกที่ 4 สัดส่วน RE 73% ฟอสซิล 27% มี CCS มาช่วย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 19.1 ล้านตัน

นอกจากสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดลง และค่าไฟต้องไม่แพง บริบทอันเป็นองค์ประกอบในการกำหนดแผน PDP รอบนี้ยังมาจากมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.คาดการณ์พลังงานไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ปี 2593 ที่คาดว่าจะวิ่งขึ้นไประหว่าง 74,145 จนถึง 79,696 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว เทียบจากพีคปีนี้ของระบบ กฟผ. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. เท่ากับ 35,991.60 เมกะวัตต์ 2. รูปแบบและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป จากการผลิตจาก RE ที่กระจายตัว และผลิตไฟฟ้าใช้เองของบ้านเรือน และภาคอุตสาหกรรม ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเปลี่ยนจากช่วงเวลาที่เกิดขึ้นประมาณ 14.30 น.ในปี 2562 เป็นช่วงเวลา 21.00 น.

ในรายละเอียดของปัจจัยความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ที่ทะลักทะล้นจนถึงปี 2593 นั้น มีการเคาะตัวเลขว่าจะมาจาก 1.การขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางทั้งรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินสายต่างๆในเมืองกรุงที่จะโยงใยไปทั่วเมือง และรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่จะขยายออกไปในจังหวัดต่างๆ ที่จะต้องการใช้ไฟฟ้า 4,260 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh)  

2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งประมาณการรถ EV สะสมจะไปถึง 26.2 ล้านคันในปี 2593 ซึ่งต้องการไฟฟ้า 91,736 GWh  3. การขยายตัวของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าระดับสูงตลอด 24 ชม. ทั้งจาก Data Center และ AI ที่ต้องการไฟฟ้าราว 42,468-55,744 GWh และ4.การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ที่ต้องการไฟฟ้า 7,791 GWh และความต้องการจากนิคมอุตสาหกรรมใหม่ๆที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ 34 GWh

เมื่อมีโจทย์ยากที่ต้องลดการปล่อยคาร์บอน ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าก็พุ่งทุกวัน RE ก็ต้องมามากกว่า 65% และยังต้องมีฟอสซิล backup เทคโนโยลีใหม่อย่างการดักจับคาร์บอน หรือ CCS ต้องทำให้เกิดขึ้น และนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ก็ต้องมาด้วย เพื่อกดการปล่อยคาร์บอนลง และเป็นทางเลือกใหม่ของอนาคตในการผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และราคาไม่แพง

ในส่วนของ CCS อาจจะทำได้มากกว่า แม้ต้องลงทุนมหาศาล ซึ่งกลุ่มปตท.ที่เป็นแม่งานหลักกำลังขับเคี่ยวหาเทคโนโลยี และหาพันธมิตรทีเหมาะสมมาร่วมลงทุน แต่สำหรับ SMR บอกอะไรไม่ได้ว่าจะเกิดได้หรือไม่และเมื่อไหร่ ถือเป็นเรื่องหินสำหรับประเทศไทยตลอดมา ขณะที่บริษัทผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศและนอกประเทศกำลังจ้องตาเป็นมันว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะนำร่องขึ้น SMR ตัวแรก 300 เมกะวัตต์ได้หรือไม่และวันไหน เพื่อลงทุนตาม

บทเรียนจากการทำแผน PDP 2007 ที่กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ แต่ก็มีอันจบแค่การวางแผน มาถึงร่างแผน PDP 2026 ก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาอะไรมามั่นในว่า SMR จะดันไปถึง 9,000 เมกะวัตต์ที่กำหนด เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญและทุ่มเทหลายประการของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฟผ. จจัยใหญ่ คือ การยอมรับจากประชาชน แม้เอกชนจะดันหลังกันสุดลิ่มก็ตาม รวมถึงเงินลงทุนมหาศาล และใช้เวลายาวนานในการทำโครงการ

ให้เห็นภาพชัดๆว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หากจะทำให้ SMR ก้าวออก องค์กร IAEA หรือ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ของโลก ได้กำหนดแผนงานไว้ 3 ระยะ เฟส 1 ก่อนตัดสินใจ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี  ซึ่งไทยต้องทำการประเมินว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความเหมาะสมกับประเทศจริงๆ และประเมินความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 19 ประเด็น (Integrate Nuclear Infrastructure Review :INIR) อาทิ ศึกษาสถานที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ,ศึกษาความเหมาะสมโครงการ ,เตรียมกฎหมายด้านนิวเคลียร์ให้พร้อม ,ต้องมีแผนพัฒนากำลังคนด้านนิวเคลียร์ และหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ คือใคร?

เมื่อได้แล้วก็ต้องให้ IAEA มาประเมิน ซึ่งสถานะการประเมิน กำหนดไว้ว่า “สีแดง-ประเด็นสำคัญต้องแก้ไข” “สีเหลือง-ประเด็นเล็กน้อยเพื่อปรับปรุุง” “สีเขียว-ไม่ต้องแก้ไขปรับปรุง” มาดูกันว่าตอน IAEA มาประเมินแผนการพัฒนานิวเคลียร์ตามแผน PDP 2007 เมื่อปี 2553 ผลประเมินไทยออกมาอย่างไร

เราได้ “สีแดง-ต้องแก้ไข” ได้แก่ 1.จุดยืนของประเทศในด้านความปลอดภัย (safety) การรักษาความปลอดภัย(security) และการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (non-proliferation) 2. ความปลอดภัยทางนิวคลียร์ (nuclear safety) ต้องมีความเข้าใจองค์ประกอบสำคัญด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และ3. การพัฒนาและรักษาแผนทรัพยากรบุคคล (Human Resources) และได้สีเหลือง ในประเด็นย่อย ได้แก่ ความจำเป็นสำหรับเครื่องมือระหว่างประเทศด้านความปลอดภัย ,กรอบด้านกฎหมายสำหรับการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจำเป็นต้องเปิดเผย สื่อสาร และมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างสม่ำเสมอ โดยสรุปตอนนั้น มีข้อมูลว่า  IAEA แจ้งว่า “ไทยมีความพร้อมในการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (Go Nuclear)”

แม้ IAEA จะบอกว่า “ไทยมีความพร้อม” แต่ก้าวนับจากตรงนี้ถือว่างานหิน เพื่อประกาศว่า “จะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” แต่หากก้าวต่อไปได้ก็จะมาที่เฟส 2 เตรียมการก่อสร้าง ซึ่งจะมีการเตรียมประกวดราคา และทำสัญญา ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี ,เฟส 3 ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี รวม 3 เฟสใช้เวลาประมาณ 10 – 13 ปี

แต่ก่อนจะไปที่ เฟส  1 จะมี 0.1 ก่อนด้วย หรือระยะเตรียมการก่อนเฟส  1 ซึ่ง IAEA แนะนำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จัดตั้ง “องค์กรดำเนินการด้านพลังงานนิวเคลียร์” (Nuclear Energy Program Implementing Organization :NEPIO) เพื่อมาทำหน้าที่วางแผน บริหารจัดการ ประสานงานแผนงานพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ SMR เกิดได้หรือไม่ได้ แต่บัดนี้แม้ใส่ SMR ในแผนแต่ก็ยังไม่มีใครพูดถึง NEPIO อย่างจริงจัง ซึ่งIAEA แนะนำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแห่งแรก จัดตั้ง NEPIO ขึ้นมาให้ได้ก่อน เพราะเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นพลังงานนิวเคลียร์ที่ปลอดภัยและสันติ

สำหรับบทบาทสำคัญของ NEPIO ประกอบด้วย 1.ประสานงานทีม (Coordinate Teams) จากกระทรวงต่างๆ ของรัฐ และนักวิทยาศาสตร์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน 2.ศึกษาความเป็นไปได้ (Feasiblity Study) เพื่อพิจารณาถึงต้นทุน ความปลอดภัย การจัดการของเสีย และความต้องการด้านพลังงาน ก่อนที่จะเริ่มก่อสร้าง 3.สร้างกฎระเบียบ (Build Rules) เพื่อช่วยวางกฎหมายและกรอบกฎหมายสำหรับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และ 4.แผนโครงสร้างพื้นฐาน (Plan Infrastructure)

ภารกิจของ NEPIO ข้างต้น ฟันธงได้เลยว่าหากไม่จัดตั้ง NEPIO โรง SMR เกิดไม่ได้ เพราะจไม่มีอะไรการันตีว่า จะทำให้พลังงานนิวเคลียร์ถูกพัฒนาได้อย่างปลอดภัยและประสบความสำเร็จ แม้ว่า NEPIO จะเป็นเพียงข้อแนะนำจาก IAEA เท่านั้น แต่ดูภารกิจหน้าที่แล้ว ไม่มี NEPIO ไม่น่าจะได้ เพราะหายนะจะตามมาจากความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในหลายด้านด้วยกัน นั่นคือ 1.สูญเสียความไว้วางใจจากคนในประเทศ และนานาชาติด้วย ซึ่ง IAEA และผู้ผลิตเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระดับโลกอาจมองว่าโครงการของประเทศขาดการประสานงาน ซึ่งทำให้ยากต่อการจัดหาเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เทคโนโลยี และเงินทุนจากนานาชาติ

2.ความเสี่ยงจากความล่าช้าอย่างรุนแรงของโครงการ ซึ่งโครงการนิวเคลียร์จำเป็นต้องจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างใน 19 ด้าน เช่น การเชื่อมต่อกับระบบส่งไฟฟ้า กฎหมาย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นหากไม่มีหน่วยงานกลางแบบ NPEIO จะไม่เกิดการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ความรับผิดชอบกระจัดกระจายไปตามกระทรวงต่างๆ เกิดความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ

3.ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ด้านการกำกับดูแล หน่วยงาน NEPIO ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์ ต้องแยกออกจากหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยอิสระ หากไม่แยกสองส่วนนี้ ประเทศอาจเสี่ยงต่อการสร้างระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุดของนิวเคลียร์ ซึ่ง IAEA เคยให้ข้อสังเกตกับไทยไว้เมื่อปี 2553 ตอนเราทำแผนผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ครั้งแรก ว่า ไทยมี “หน่วยงานส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์” และ “หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์” อยู่ภายใต้กระทรวงเดียวกัน ตรงนี้แปลว่าเราเสี่ยงเกินไปที่จะทำแบบนั้น ต้องแยกสองส่วนออกจากกัน

4.ความสิ้นเปลืองทางการเงิน เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นหลักพันล้านดอลลาร์ หากไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างครอบคลุม ซึ่งประสานงานโดย NEPIO ย่อมเสี่ยงต่อการลงนามในสัญญากับผู้ขายที่ไม่เหมาะสม หมายถึงเราจะได้โรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง 5.เมื่อไม่มีหน่วยงานกลางมาคอยติดตามดูแล และสื่อสารกับสาธารณด้วยอย่างโปร่งใส ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่น สิ่งที่จะตามมาแน่นอน คือ การต่อต้าน และยกเลิกโครงการไปในที่สุด แล้วเราก็จะจบที่ขั้นตอนวางแผนเช่นเดิม เสียเวลา และเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

สหรัฐ​ บุญโพธิภักดี

เรื่องนี้เราได้สอบถามไปยัง อดีตรองผู้ว่าการกฟผ. นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี ซึ่งมีส่วนร่วมทำแผนโครงการโรงไฟ้านิวเคลียร์ในช่วงปี 2552-2555 ตามแผน PDP 2007 ให้แง่คิด ว่า 1. Go Slow to Go Fast การพัฒนาโครงการที่ท้าทายความเห็นของสังคม ต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะจากประชาชน เช่นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ควรเป็นไปในแบบ “ไปช้าเมื่อเริ่มต้นเพื่อไปเร็วในภายหน้า (Go Slow to Go Fast)” ไม่ควร “เร่งรีบแต่แรกเริ่ม แล้วสะดุดช้าลงในบั้นปลาย (Go Fast to Go Slow)”

2. นำหลัก ADD มาใช้มากกว่า DAD เปรียบเทียบประเทศไทยเป็นบ้านหลังหนึ่งที่จะทำอะไรสักเรื่อง มีหัวหน้าครอบครัว คือ คุณพ่อรู้ดี (DAD) ซึ่งมีพฤติกรรม ตัดสินใจ-ประกาศ-ปกป้อง (Decide – Anounce – Defence) เพราะคิดว่าทำอะไรมาเยอะ คิดว่าตนเองรู้ดีว่าต้องทำอะไรและอย่างไร จึงมักเริ่มต้นทำด้วย Decide ตัดสินใจก่อนว่าต้องการจะทำโครงการนี้ จากนั้นก็ Anounce ประกาศให้คนในบ้านรับทราบ พอหลายคนในบ้านรู้เรื่องราว บ้างก็ไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่าไม่เหมาะสม ใช้เงินเยอะ ไม่ปลอดภัย คุณพ่อก็ออกมาชี้แจงปกป้อง (Defence) สิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้วว่า “ดี” สุดท้ายคนในบ้านก็ไม่ยอม และเกิดการประท้วง

แต่หากคุณพ่อเปลี่ยนบทบาทเป็นคุณเพิ่มพูน (ADD) หมายถึง Anounce โดยประกาศว่าจะทำโครงการนี้ให้คนในบ้านทราบ และ Delibelate ชวนทุกคนในบ้านมาปรึกษา พิจารณา ไตร่ตรองโครงการนี้ร่วมกัน ปรับแก้ไขด้วยเหตุด้วยผล และ Decide ตัดสินใจทำโครงการ เมื่อคนส่วนใหญ่ในบ้านเห็นชอบหลังจากร่วมกันคิดไตร่ตรองใคร่ครวญดีแล้ว

ต้องเกาะติดกันต่อไปว่า SMR จะก้าวแรกไปอย่างไร สตาร์ทให้มีหน่วยงานกลางแบบ NPEIO มีใครพูดถึงบ้าง ปลัดกระทรวงคนใหม่กับรมว.พลังงานคนปัจจุบันจะประสานมือนำทัพเองไหม จะจรไปถึงขั้นตอนไหน ขับเคลื่อนได้ในยุคสมัยใด บริบทแบบไหนหรือสุดท้าย SMR จะจอดที่การวางแผนซ้ำอีก เพียงเพื่อใช้แค่งบประชาสัมพันธ์  

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img