สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเปิดไป เมื่อวันที่ 25 ส.ค.69 ถือเป็นห้วงเวลาสำคัญของ “พรรคฝ่ายค้าน” นำโดย “พรรคประชาชน” (ปชน.) ที่วาดหวังไว้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในประเด็นต่าง ๆ จะนำมาสู่ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” ซึ่งจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
แต่เวลานี้เป้าหมายสำคัญของ “พรรคส้ม” หนีไม่พ้นที่หวังจะให้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ต้องมีมติส่งสำนวนคำฟ้องคดีฮั้วสว. 229 คน ไปที่ศาลฎีกา
เป้าหมายที่หวังสูงมากกว่านั้นคือ อยากให้ศาลสั่งให้ “สว. 138 คน” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้ง แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นรัฐมนตรี 13 คน หนึ่งในนั้นคือ “หัวหน้ารัฐบาล” และ “สส. 17 คน”
เพราะหากต้องพักหรือหยุดการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบกับฝ่ายบริหาร และกระบวนนิติบัญญัติ อีกทั้งพรรคฝ่ายค้านจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ทั้งฉบับและรายมาตรา ถ้าหากยึดตามเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านในเวลานี้ ไม่มีทางผ่านแน่ ๆ โดยไม่ต้องไปพูดถึงเสียงของวุฒิสภาฯ
โดยการแก้ไข รธน.2560 ในขั้นตอนของรัฐสภา ต้องใช้คะแนนเสียงรวมของสมาชิกทั้งสองสภาฯ (สส.-สว.) มากกว่ากึ่งหนึ่ง (เกิน 50%) ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และมีเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ดังนี้…เงื่อนไขคะแนนเสียงแต่ละวาระ
วาระที่ 1 (รับหลักการ) ต้องได้เสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา และต้องมีเสียงของ สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และต้องมีเสียงของ สส.จากพรรคฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรครวมกัน
วาระที่ 2 (พิจารณารายมาตรา) ใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน
วาระที่ 3 (เห็นชอบขั้นสุดท้ายก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือทำประชามติ) ต้องได้เสียงเห็นชอบ มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และต้องมีเสียงของ สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว. เท่าที่มีอยู่เช่นเดียวกัน
หากเสียงของรัฐสภา ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ร่างของพรรค ปชน. ไม่มีทางประสบความสำเร็จในการแก้ไขแน่ ยิ่งเดินหน้าเปิดประเด็นเรื่อง “ฮั้ว สว.” อย่างต่อเนื่อง และต้องการแก้ไข รธน.เกี่ยวกับที่มาของ สว. ซึ่งไม่มีทางที่ สว.เสียงข้างมาก ที่ถูกเรียกว่า “สว. สีนำเงิน” จะยกมือให้ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคฝ่ายค้านผ่านแน่ ๆ
ดังนั้นการทำให้ “สว.เสียงข้างมาก” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงถือเป็น “ภารกิจสำคัญ” อีกทั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่า “พรรค ปชน.” ปรับยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหว ดึง “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” มาทำกิจกรรมในการตรวจสอบรัฐบาล และ “คดีฮั้ว สว.” อย่างต่อเนื่อง หรือบางครั้งยังดึง “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางคน” มาร่วมกิจกรรม

โดยก่อนหน้านั้น “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ก็เคยออกมาบอกว่า พร้อมหารือด้วย หากมีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาล หลังมีข่าว “สูตรแดง+เขียว” แต่จะสำเร็จได้ ต้องคุยกับพรรคส้มด้วย
ถ้าจำได้ในงานเสวนางานหนึ่ง “ศิริกัญญา” ออกมาเปิดใจบนเวที ด้วยเสียงสั่นและน้ำตาคลอว่า “ยอมรับเหนื่อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่า สู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไร ก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามของเราไม่สูญเปล่า แต่พร้อมที่จะสู้ต่อเปิดรับทุกความคิดเห็นที่มีต่อพรรค ปชน.”
หรือ??? ความเห็นที่สื่อสารออกมาของ “ศิริกัญญา” ถิอเป็นการ “ยอมรับสภาพ” เพราะมองว่า ถ้าหากขับเคลื่อนไปแนวทางเดิม นอกจะถูกโดดเดี่ยวทางการเมือง หนทางที่หวังจะได้ครอบอำนาจรัฐ คงบอกว่า ยากเย็นแสนเข็ญ
เหมือนสมัยพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ได้เสียงมากที่สุด 151 ที่นั่งภายหลังการเลือกตั้ง แต่นอกจะติดเงื่อนไข สว.ไม่ยกมือให้ ยังมีข้อเสนอขอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถือเป็นเรื่องอ่อนไหว ซึ่งหลายพรรคการเมืองไม่เห็นด้วย จนในที่สุดศาล รธน. ก็มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ก.ก. และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จึงกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ
และยังกลายเป็น “ชนักปักหลัง” ทำให้ สส.พรรค ปชน.ส่วนหนึ่ง ยังต้องไปต่อสู้คดีในศาลฎีกา หลังรับคำร้องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณี 44 สส. พรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยมี สส.พรรค ปชน. 10 คน (ในเวลานี้) ซึ่งเป็นแกนนำอยู่ในพรรค ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
ประกอบด้วย 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล 3.รังสิมันต์ โรม 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 9.ธีรัจชัย พันธุมาศ 10.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
นั่นหมายความว่า “แกนนำพรรคส้ม” ยังต้องเผชิญความเสี่ยงกับการต่อสู้คดีสำคัญ ซึ่งหากมีความผิดจริง ต้องถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิต เพราะเป็นความผิดด้านจริยธรรม
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญ “นิติสงคราม” อย่างต่อเนื่อง การมี “แนวร่วม” และมี “พันธมิตร” จึงมีความสำคัญ
เพราะถ้าเคลื่อนไหวเพียงลำพัง ย่อมไม่มีน้ำหนัก ไม่มีพลังพอสมควร
จะเห็นว่า ในระยะหลัง…การออกเปิดโปงเรื่อง “ฮั้ว สว.” หลายเวที มีการดึง “แกนนำพรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) มาร่วมด้วย รวมทั้ง “แนวร่วมภาคประชาชน” อย่าง “iLaw-ไอลอว์” ที่มีจุดประสงค์ตรงกัน ทั้งเรื่องการแก้ไข รธน.-กระบวนการนิรโทษกรรม-การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรค ปชน. สามารถดึง “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และ อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้าน มาร่วมเสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” จัดโดย กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. “ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดย “นพ.ชลน่าน” กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนาว่า “ตั้งแต่ได้รับการประสานงานจากทีมงานของผู้นำฝ่ายค้านฯ ก็มีความกังวลใจ แต่ว่า เวทีนี้ก็เป็นเวทีของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวทีผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน ผมมีประสบการณ์มากในการจัดเวทีแบบนี้ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงตอนตัวเองเคยทำหน้าที่ และถ้าเราเข้ามามีส่วนร่วม ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง การเมืองในปัจจุบันและระบบการเมืองในปัจจุบัน แต่ยังมีข้อกังวลว่า เป็นสมาชิกของพรรค พท.อยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งบริหารพรรค แม้จะเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรค แต่ตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่สมาชิกคนหนึ่ง”
“นพ.ชลน่าน” บอกด้วยว่า “เมื่อดูรายละเอียดของการจัดงานแล้ว ในช่วงที่ต้องมาพูด เป็นเวทีเสวนาระหว่างผู้นำฝ่ายค้าน ในเรื่องวิกฤตทางการเมืองกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลไกการตรวจสอบ รวมถึงบ้านเมืองเราจะรอดหรือไม่ จึงตัดสินใจมา ซึ่งไม่ได้เป็นมติพรรค เพียงแต่แจ้งให้พรรคทราบ ในฐานะที่เป็นสมาชิก ซึ่งพรรค พท.ไม่ได้ปิดกั้นและไม่ได้ห้าม แต่มีข้อกังวลและข้อห่วงใยว่า พรรค พท. ก็เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบ ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เกิดผลกระทบกับพรรคแน่นอน เพราะไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบโดยตรง เป็นเพียงผู้มาให้ความคิดเห็น เพื่อให้คนที่มีหน้าที่โดยตรง หรือองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเอาความคิดเห็นเราไปทำ”
แม้ “อดีตหัวหน้าพรรค พท.รายนี้” จะยืนยันว่า การไปร่วมเสวนากับพรรคฝ่ายค้าน ไม่เกิดผลกระทบกับพรรคต้นสังกัด เพราะไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบโดยตรง เป็นเพียง “ผู้มาให้ความคิดเห็น” แต่ในทางการเมือง หลายคนก็ “อดตีความ” ไม่ได้ว่า มีเป้าหมายทางการเมืองแฝงเร้นซ่อนอยู่
โดยเฉพาะในส่วนของ “ภท.” ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งกำลังถูกกดดันอย่างหนัก ในเรื่อง “คดีฮั้ว สว.” คงอดคิดไม่ได้ว่า ต้องการดิสเครดิตหรือไม่ แม้ที่ผ่านมา “อนุทิน” จะออกมายืนยันความสัมพันธ์กับพรรค พท.แน่นปึ๊ก เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีกฎกติกามารยาทอยู่แล้ว
“อนุทิน” บอกอีกว่า “ในช่วงที่ไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของเขา (หมายถึงรัฐบาล พท.) ก็ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาท สถานะก็เหมือนกัน อย่าไปนับแค่ตัวเลข มันไม่ใช่ ซึ่งไม่ใช่ว่า ถ้าเห็นไม่ตรงกัน เราจะไม่โหวต พอไม่โหวตแล้วตัวเลขจะไม่ถึงครึ่ง มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน ไม่ต้องไปกังวล ได้ประสานพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่มีปัญหา”
แม้ “หัวหน้ารัฐบาล” จะมีความมั่นใจในความสัมพันธ์กับ “พรรคร่วมรัฐบาล” แต่ “การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน”
เหมือนในช่วงที่ “พรรค ภท.” เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มี “พรรค พท.” เป็นแกนนำใน “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” ใครจะเชื่อว่า พรรค พท.จะกล้ายึดคืนกระทรวงมหาดไทย ในระหว่างที่ “อนุทิน” ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ จนในที่สุด รัฐบาลก็มีอันเป็นไป ทำให้ “พรรค ภท.” ได้เป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการสนับสนุนจากพรรค ปชน.
ขณะที่ระยะหลัง “อภิสิทธิ์” ก็ขึ้นเวทีของพรรคฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ฐานเสียงของพรรคส้มและพรรคสีฟ้า ในพื้นที่เมืองหลวง จะมีความทับซ้อนกัน และเป็นเหตุผลทำให้พรรคส้มได้ สส.เพียง 120 คน เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์บางส่วน ถูกดึงไปอยู่กับพรรค ปชป.

แต่ในเมื่อมาตกอยู่ในสถานเดียวกัน ก็ต้องร่วมหัวจมท้าย ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรค ภท.สามารถชิงพื้นที่ในภาคใต้ได้ สส.ถึง 30 คน ทำให้พรรค ปชป.พ่ายแพ้อย่างยับเยิน ได้ สส. เพียงแค่ 21 คน ถือว่าต่ำสุด เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในอดีต
ดังนั้น การทำให้ “พรรคแกนนำรัฐบาล” บอบช้ำที่สุด หรือมีอันเป็นไปเร็วที่สุด คงเป็นเป้าหมายสำคัญของ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” เพราะถ้าปล่อยให้ “พรรค ภท.” โตมากขึ้นเรื่อย ๆ “พรรค ปชป.” อาจกลายเป็นพรรคเล็กลงไปเรื่อย ๆ ภาพของ “ปชป.” ที่มีความเข้มข้นและดุเดือด ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน จึงต้องกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
ขณะความเคลื่อนไหวของ “iLaw-ไอลอว์” พร้อมเครือข่ายก็ยังกดดัน “กกต.” ต่อเนื่อง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่หน้าสำนักงาน กกต. “ไอลอว์” และ “เครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน” นำโดย “เป๋า-ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” และ “มายด์-ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์” ร่วมจัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด ประกอบด้วย กิจกรรมตีลูกแบดชิงแชมป์ -กิจกรรมโยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง-สกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 ก.ม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว. และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยมี “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. “ชยพล สท้อนดี” สส.กทม. พรรค ปชน. “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” โฆษกคณะก้าวหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้…เข้าร่วมด้วย
“ยิ่งชีพ” กล่าวว่า “มีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียวคือ ให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ส่วนที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล ถือว่าภารกิจภาคประชาชนจบสิ้นแล้ว แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้น ด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รัฐมนตรีท่านใดที่กลัวว่า จะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้ท่านรัฐมนตรีรีบโทรไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย อยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ยืนยันว่า พวกเราภาคประชาชนไม่ได้มี ข้อมูลเพียง 90,000 หน้า เรามีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้าหากกต.ไม่ฟ้องใครเลย เราก็จะเปิดให้หมด นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ตรวจสอบ สว.ของจังหวัดตัวเอง และส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนกว่าถึงวันที่ กกต. มีมติ”
“เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา กกต.ออกเอกสารข่าวระบุว่าจะมีการลงมติ ในวันที่ 14 ก.ย. 2559 ถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงทดเวลา ซึ่ง อาจจะมีการบาดเจ็บ หรือเกิดอะไรขึ้นก็ได้ เป็นไปได้ทั้งสิ้น ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายยิงประตู ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชน อย่ากระพริบตา สถานการณ์บ้านเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมีข่าวอะไรมาเบี่ยงเบนประเด็น อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งเหนื่อย ผมเข้าใจดีว่าข้อมูล ใครโทรกลับหาใคร ใครจ่ายเงินให้ใคร ใครพาใครไปประชุมที่ไหน ซึ่งมันเยอะมาก และขอเชิญชวนคนที่ยังมีข้อมูลมีการซื้อเสียงกันที่ไหน ทำโพลกันที่ไหน ขอให้ส่งกันมาได้ เรายังรอรับข้อมูลอยู่ และขอ เชิญชวนพี่น้องประชาชนแสดงออกทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการขึ้นสเตตัสหรือติดแฮชแท็ก #สั่งฟ้องสว. 229” ยิ่งชีพ กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า “ในระหว่างนี้ จนถึงวันที่ 13 ก.ย.นี้ ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่จะสื่อสารถึง กกต. เพื่อพวกเราจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันส่งเสียง เป็นครั้งสุดท้ายให้ กกต.สั่งฟ้อง สว.และเครือข่ายโกงเลือกตั้ง สว. ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. นี้ และเสนอมาที่ไอลอว์เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง”
จากนี้ไปเชื่อว่า ทั้ง “iLaw-ไอลอว์” และ “พรรค ปชน.” คงพยายาม “สร้างกระแส” และ “ปลุกให้ประชาชน” ร่วมกดดันการทำงานของ “กกต.” อย่างเต็มที่ หลังได้ “พรรค ปชป.” มาร่วมเป็น “พันธมิตร” ในการตรวจสอบ “คดีฮั้ว สว.” เพราะคงรู้ดีว่า เคลื่อนไหวของพรรคส้ม และภาคประชาชนที่มีความใกล้ชิดกัน อาจถูกมองว่า เป็นประเด็นการเมือง และอาจไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากเป็นเครือข่ายเดียวกัน
แต่ “พลังสำคัญที่สุด” ก็อยู่ที่ “ประชาชนที่ไม่เลือกข้าง” และ “ต้องการความถูกต้อง” แต่ก็ต้องมีบทพิสูจน์ว่า สิ่งที่นำเสนอเป็น “เรื่องจริง-ของจริง”
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















