“เทพไท” ชี้การเมืองเดือนกันยายน อาจเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังมี 3 เหตุการณ์สำคัญกำหนดวันไว้ล่วงหน้า ทั้งการจับตา “สนธิ ลิ้มทองกุล” ขยับทางการเมือง 7 ก.ย. มติ กกต. คดีฮั้ว สว. 14 ก.ย. และศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด–บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย. ชวนติดตามว่า 3 เหตุการณ์จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ และปลายทางการเมืองเดือนนี้จะเป็นอย่างไร
เมื่อวันที่ 3 ก.ย.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองและอดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความแนะ จับตาการเมืองร้อน “กันยาอาถรรพ์”โดยมีเนื้อหาว่า
ช่วงเดือนกันยายนของทุกปี มีการจับตาดูกันว่า จะเกิดปรากฏการณ์อะไร หรือมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอะไรหรือไม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญอยู่หลายเหตุการณ์ จึงทำให้คอการเมือง นักวิเคราะห์การเมือง รวมไปถึงนักโหราศาสตร์ จับดวงเมืองว่า เดือนกันยายนนี้จะเกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆน่าจับดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ อย่างน้อย3เหตุการณ์ หรือ3วัน ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว คือ
1.ในวันที่ 7 กันยายน 2569 มีการนัดแนะ มีการประกาศจุดยืนทางการเมือง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ต้องการเคลื่อนไหวเรียกร้อง เอาประเทศไทยของเราคืนมา ซึ่งเชื่อว่าถ้านายสนธิขยับทางการเมือง จะมีผู้คนเข้าร่วมขบวนการนี้จำนวนไม่น้อย เพราะชื่อชั้นของนายสนธิในการจัดม็อบ ในการนำการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมา ในนามกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ได้เห็นผลงานมาแล้ว และถ้าหากนายสนธิเอาจริง ก็เชื่อว่าจะมีมวลชนเข้าร่วมไม่น้อย ซึ่งในตอนนี้สถานการณ์ทางการเมือง มีผู้คนถามว่า จะลงถนนเมื่อไหร่ จะนัดชุมนุมเมื่อไหร่ ปัญหาอยู่ที่ใครจะเป็นแกนนำการชุมนุม เพราะเชื่อว่าประเด็นทางการเมือง ที่จะนำมาสู่การเคลื่อนไหว เรียกได้ว่าจุดติดแล้ว เพียงแต่ใครเป็นคนนำ ใครเป็นคนจุดประกายให้มวลชนมั่นใจ ลงท้องถนนเพื่อแสดงพลังทางการเมือง ต้องรอดูท่าทีหรือกำหนดการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด
2.คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ได้นัดประชุม เพื่อลงมติชี้ขาดคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่ง หลายฝ่ายจับตาดู ว่ามติของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) จะออกมาเช่นใด มีการวิเคราะห์ว่า มติอาจจะออกได้3แนวทาง คือ 1.ตัดจบไม่ส่งฟ้องใครเลย กกต.ยึดตามมติของอนุกรรมการชุดที่ 36ทั้งหมด 2.จะส่งฟ้องเฉพาะบางส่วนบางบุคคล อาจจะตัดจบไม่ถึงบุคคลภายนอก หรือเครือข่ายทางการเมือง ถ้าจะส่งฟ้องก็เฉพาะส.ว.จำนวนหนึ่งไม่ใช่ทั้ง 138 คน อาจจะสั่งฟ้องบางส่วน เพื่อดำรงความเป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ คือสั่งฟ้องประมาณ 10-15 คน และตัดจบไม่ให้ถึงฝ่ายการเมือง และเครือข่ายจำนวน 91 คน ทั้งที่แกนหลักและหัวใจสำคัญของการฮั้วส.ว. อยู่ที่ 91 คนที่เป็นตัวการ ส่วน 138 คนเป็นแค่องค์ประกอบของการฮั้วส.ว. หรือผลผลิตของการฮั้วส.ว. เพราะฉะนั้นถ้าจะส่งแค่บางส่วน ก็จะเกิดปัญหาการฟ้องร้องตามมา และจะมีการเคลื่อนไหวจากมวลชนที่ไม่พอใจการทำงานของกกต. ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ 3.ถ้ากกต.ตัดสินใจโยนเผือกร้อนออกไป โดยส่งสำนวนหรือผู้ถูกฟ้องทั้งหมด 229 คน ให้ศาลฎีกา แผนกเลือกตั้ง พิจารณาตัดสินว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วส.ว.หรือโกงสว.บ้าง ก็จะทำให้สถานการณ์ในเรื่องนี้คลี่คลายลง และเชื่อเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการให้เรื่องไปจบ ที่ศาลฎีกา แผนกเลือกตั้ง ไม่ต้องการให้กกต.เป็นผู้ตัดสินเสียเอง
3.การที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยคดีพิมพ์คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่สังคมคาดหวังว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นองค์กรเข้ามาปลดล็อก หรือแก้สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะเจอทางตัน และถ้าหากสถานการณ์มีการนัดชุมนุม เนื่องจากไม่พอใจผลการตัดสินของคณะกรรมการเลือกตั้ง จนทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดแรงกดดัน และความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างหนัก มีกระแสกดดันเรียกร้องลุกลามไปถึงรัฐบาล มีเสียงส่วนหนึ่งไม่ต้องการรัฐบาลชุดนี้ จึงทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นมาได้ เหมือนกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปี 2549 และปี 2557 ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญต้องปลดล็อกให้สถานการณ์คลี่คลาย โดยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง หรืออาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นผู้ปลดล๊อคทางการเมือง โดยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะ เพื่อให้กลับไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นการปลดล็อคทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นจับตาดูว่า3เหตุการณ์ ที่มีการระบุวันเวลาที่ชัดเจนแล้ว คือวันวันที่ 7 กันยายน วันที่ 14 กันยายน และวันที่ 28 กันยายนนี้ว่า จะมีการเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่ และปรากฎการณ์ทั้ง3วัน มีความสัมพันธ์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ และสุดท้ายการเมืองในเดือนกันยายนนี้จะจบลงอย่างไร



















