กกร.ปรับจีดีพีปี 69 โต 2.1-2.5% แนะเร่งรับมือ K-shape Economy

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กกร. ชี้ความขัดแย้งตะวันออกกลางกดดันราคาพลังงาน พร้อมเร่งรับมือ K-shape Economy และเดินหน้า Reinvent Thailand พร้อมปรับจีดีพีปี 69 โต 2.1-2.5% ส่งออกพุ่ง 12-16% ชงรัฐเปิดทางเอกชนส่งออกดีเซลลดสต๊อกล้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม

นายผยง เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยประเด็นแรกคือจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ส่งผลเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงาน รวมถึงสร้างความผันผวนต่ออัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงิน ขณะเดียวกัน พบว่าสต๊อกน้ำมันดีเซลของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ขณะที่สต๊อกน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถส่งออกน้ำมันได้ เพื่อบริหารจัดการสต๊อกภายในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยข้อเสนอดังกล่าวเป็นเรื่องที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายผยง กล่าวว่า การเปิดทางให้ส่งออกควรดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากภาคเอกชนมีความกังวลว่า หากมีการฝืนกลไกตลาดมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน และท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายผยง กล่าวว่า ประเด็นที่สองคือ การให้ความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ หรือ เศรษฐกิจแบบ K-Shape (K-shaped Economy) กกร. ได้ติดตามประเด็นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และในการประชุมครั้งนี้ได้ลงลึกในรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น โดยพบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านและมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม

Advertisement
โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการเติบโตและกระจุกตัวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจากจีน สหรัฐ และสิงคโปร์ ขณะที่ธุรกิจไทยในหลายอุตสาหกรรมยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ ทั้งยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง

นายผยงกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจสัญชาติไทยใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ Reinvent Thailand มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของการเติบโตในแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจแบบ K-Shape

“ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองตัวเลขทางเศรษฐกิจในลักษณะภาพรวมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” นายผยง กล่าว

ทั้งนี้ กกร.เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถมองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยควรพิจารณาข้อมูลใน 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุมของข้อมูล (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และการสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยต้องบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เห็นภาพตั้งแต่ระดับการผลิต การลงทุน ไปจนถึงการจ้างงาน และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

นายผยง กล่าวว่า ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นการกระจุกตัวของการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นกิจการต่างชาติ โดยเฉพาะธุรกิจสัญชาติจีน ขณะที่ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างการจ้างงานของประเทศด้วย

นายผยง กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมกกร. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร.ปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปีนี้เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงคาดการณ์ไว้ที่ 2.5-3.0%

นายผยง กล่าวว่า อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่ขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% สะท้อนว่าไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง เนื่องจากพึ่งพาเนื้อหาการนำเข้า (Import Content) ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต

นายผยง กล่าวว่า กกร.เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสถานะการเป็นจุดหมายในเรดาร์การลงทุนของโลก พร้อมเร่งต่อยอดการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งการลงทุนทุก 100 เมกะวัตต์ มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือ Vertical Integration

นายผยง กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ต้องเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Smart Manufacturing เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ Creative Economy ให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น กกร.จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้าน Data Center เพื่อร่วมขับเคลื่อนและผลักดันธุรกิจดังกล่าว ให้เกิดการเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img