“รัชดา” เผยความคืบหน้าปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลเห็นชอบหลักการมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด เปิดทางข้าราชการ 2 กลุ่ม อายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี อายุราชการ 10 ปีขึ้นไป รับเงินก้อนสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า พร้อมตรึงอัตรากำลัง ลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็น เดินหน้าปรับ “คน-งาน-เทคโนโลยี” มุ่งสู่รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว และโปร่งใส
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้าไปมาก
โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว พร้อมมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
น.ส.รัชดา กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงมาตรการเกษียณก่อนกำหนด แต่รัฐบาลกำลังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้าน ได้แก่ ปรับกำลังคน ปรับกระบวนงาน และปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน
สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป
กลุ่มที่ 2 ผู้มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
ทั้ง 2 กลุ่ม จะได้รับเงินก้อนสูงสุดในอัตราเดียวกัน ไม่เกิน 12 เท่า โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้เข้าร่วมมาตรการจะไม่สามารถกลับเข้ารับราชการ หรือกลับไปเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐได้อีก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียมควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
น.ส.รัชดา ย้ำว่า แนวทางดังกล่าว ไม่ได้มีเป้าหมายลดจำนวนข้าราชการแบบเหมารวม แต่เป็นการใช้ช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต โดยลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังจำเป็นต้องได้รับบริการจากภาครัฐ
ส่วนการปรับกระบวนงาน รัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น พร้อมผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 4 ม.ค. 2570 โดยขณะนี้หน่วยงานรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ
กฎหมายดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการทบทวนขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของภาครัฐ ลดการเรียกเอกสารหรือข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และช่วยลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การทุจริต
ขณะที่การปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี หน่วยงานภาครัฐจะนำระบบดิจิทัลเข้ามาทดแทนงานประจำที่ต้องทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และลดการขอเอกสารจากประชาชนในกรณีที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะด้านเข้ามาสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ
“การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว



















