Renewable Energy & the End of Fossil Fuels
“…..พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก ๆ 2 – 3 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากการเพิ่มขนาดการจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่อย่างมหาศาล เพื่อทดแทนน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ในระบบพลังงานทั่วโลก….”
ภูมิทัศน์พลังงานโลก Global Energy Landscape กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน .. ด้วยต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว Plummeting Renewable Energy Costs และนโยบายระดับโลกที่สำคัญ Vital Global Policies ส่งผลให้แหล่งพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Sources เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Energy ในปัจจุบันผลิตกระแสไฟฟ้าได้ อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังไฟฟ้าทั่วโลก แซงหน้าถ่านหินอย่างเป็นทางการ Officially Overtaking Coal .. การเร่งตัวนี้ กำลังทำให้ยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuel Era ล้าสมัยตกยุคไปได้อย่างรวดเร็ว ..

การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน Transition to Renewable Energy คือ สิ่งจำเป็นเพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล End Fossil Fuels, ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Combat Climate Change และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว Ensure Long – Term Energy Security .. โครงการริเริ่มระดับโลก Global Initiatives ได้กำหนดแนวทางในการทยอยเลิกใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ Phase out of Coal, Oil & Natural Gas โดยการขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ Scaling Up Solar, Wind & Hydropower ในขณะเดียวกันก็ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ Economic Growth และการสร้างงานด้านพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล Massive Clean – Energy Job Creation ไปพร้อมด้วย .. การเปลี่ยนผ่านออกไปจากเชื้อเพลิงฟอสซิล Transitioning Away from Fossil Fuels แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง One of the Most Critical Structural Shifts ในเศรษฐกิจโลก Global Economy .. การทำความเข้าใจต่ออนาคตการเปลี่ยนแปลงนี้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยขับเคลื่อนหลัก Core Drivers, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ Economic Benefits และกลยุทธ์หลักที่ใช้ในการลดการปล่อยคาร์บอน Primary Strategies Used for Decarbonization ..
ทั้งนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับโลกไปสู่พลังงานหมุนเวียน Global Shift Toward Renewable Energy และการทยอยเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นระบบ Systematic Phasing Out of Fossil Fuels นั้น หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง One of the Largest Economic, Technological & Industrial Transformations ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ รวมถึงด้วยเพราะความจำเป็นเร่งด่วนในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Mitigate Climate Change และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน Achieve Carbon Neutrality รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Net – Zero Emissions ภายในกลางศตวรรษนี้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมด จึงเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพลังงานโลกของมนุษยชาติทั้งหมดใหม่ Complete Restructuring of Humanity’s Global Energy Sector นั่นเอง ..
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการดำเนินงานของการเปลี่ยนแปลงนี้ Comprehensive Breakdown of How this Transition Operates, เทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง Core Technologies Driving the Change และอุปสรรคสำคัญที่ต้องเอาชนะ Major Obstacles that Must Be Overcome สรุปเป็นประเด็นหลักที่อธิบายได้ ดังนี้ :-
1. เสาหลักสำคัญของพลังงานหมุนเวียน The Core Pillars of Renewable Energy : เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล To Replace Fossil Fuels ซึ่งหมายถึง ถ่านหิน Coal, น้ำมัน Oil และก๊าซธรรมชาติ Natural Gas .. จนถึงวันนี้ ทั่วโลก กำลังขยายวิธีการผลิตพลังงานทางเลือก Scaling Up Alternative Power Generation Methods ที่อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติที่แทบไม่มีวันหมดสิ้น Rely on Virtually Inexhaustible Natural Processes ได้แก่ :-
– พลังงานแสงอาทิตย์แบบโฟโตโวลตาอิก Solar Photovoltaic: PV และความร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ Thermal Solar Energy : พลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 2 ระบบ คือ เทคโนโลยีแปลงรังสีจากดวงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานที่มีประโยชน์ โดย Solar Photovoltaic: PV จะเปลี่ยนแสงเป็น “ไฟฟ้า Electricity” ในขณะที่ Thermal Solar Energy จะเปลี่ยนแสงเป็น “ความร้อน Heat” ..
– หลักการทำงาน How it Works : พลังงานแสงอาทิตย์แบบโฟโตโวลตาอิก Solar PV แปลงแสงแดดโดยตรงเป็นกระแสไฟฟ้า Electricity โดยใช้วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ Using Semiconducting Materials .. พลังงานความร้อนแสงอาทิตย์ Thermal Solar Energy ดักจับรวมแสงเข้มข้น และใช้ความร้อนจากแสงแดด Heat from Sunlight เพื่อสร้างไอน้ำ Generate Steam ซึ่งนำไปขับเคลื่อนหมุนกังหันใบพัดแบบดั้งเดิม Drives Traditional Turbines เพื่อผลิตกำลังไฟฟ้าอีกต่อหนึ่ง เป็นต้น ..
– บทบาทในการเปลี่ยนผ่าน Role in Transition : ปัจจุบัน พลังงานแสงอาทิตย์ คือ รูปแบบการผลิตกำลังไฟฟ้าล่าสุดที่ราคาถูกที่สุดในหลายส่วนของโลก .. เทคโนโลยีรุ่นใหม่ Next – Generation Technologies เช่น เซลล์แสงอาทิตย์เพอร์รอฟสไกต์ Perovskite Solar Cells เป็นต้นนั้น สัญญาว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่าแผงซิลิคอนแบบดั้งเดิมอย่างมาก ..
– กำลังไฟฟ้าพลังงานลมบนบก และนอกชายฝั่ง Onshore & Offshore Wind Power : พวกมันทั้ง 2 ประเภท คือ อีกหนึ่งในเสาหลักในการขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียน และลดการปล่อยคาร์บอน โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่น และบริบทการใช้งานที่แตกต่างกัน ..
– หลักการทำงาน How it Works : กังหันลม Wind Turbines ใช้พลังงานจลน์ของกระแสลม Kinetic Energy of Moving Air Currents ที่เคลื่อนที่เพื่อหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า Spin Generators ..
– บทบาทในการเปลี่ยนผ่าน Role in Transition : แม้ว่า พลังงานลมบนบก Onshore Wind Power จะมีต้นทุนต่ำ Highly Cost – Effective แต่พลังงานลมในทะเล Offshore Wind Power โดยเฉพาะแท่นลอยน้ำนอกชายฝั่ง Floating Offshore Platforms กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากลมในมหาสมุทร Ocean Winds มีความแรง และสม่ำเสมอกว่า Stronger & More Consistent ทำให้สามารถติดตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ระดับหลายเมกะวัตต์ Massive, Multi – Megawatt Installations ได้เป็นอย่างดี ..
– พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังน้ำแบบสูบกลับ Hydropower & Pumped Storage : พวกมัน ทำหน้าที่เสมือน “แบตเตอรี่พลังน้ำขนาดใหญ่ Large – Scale Hydroelectric Batteries” โดยใช้หลักการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำด้านล่างขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างด้านบนช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ เพื่อปล่อยน้ำลงมาผลิตกระแสไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Stabilizing the Power Transmission Network ได้อย่างยอดเยี่ยม ..
– หลักการทำงาน How it Works : ใช้แรงโน้มถ่วงของน้ำที่ไหลลง หรือตกลงมา Uses the Gravitational Force of Falling or Flowing Water เพื่อหมุนกังหันใบพัด Spin Turbines ผลิตกระแสไฟฟ้า ..
– บทบาทในการเปลี่ยนผ่าน Role in Transition : พวกมัน ให้พลังงาน “พื้นฐาน Baseload” ที่เชื่อถือได้และยืดหยุ่น .. ระบบไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ Pumped – Storage Hydropower ทำหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่ธรรมชาติขนาดใหญ่ สูบน้ำขึ้นไปเมื่อมีไฟฟ้าเหลือเฟือ และปล่อยออกมาเพื่อผลิตพลังงานเมื่อความต้องการเพิ่มสูงขึ้น ..
– เทคโนโลยีเกิดใหม่ และทางเลือกอื่นๆ Emerging & Alternative Technologies :-
– พลังงานความร้อนใต้พิภพ Geothermal : หมายถึง การใช้ความร้อนภายในของโลก Tapping into the Earth’s Internal Heat เพื่อผลิตพลังงานพื้นฐานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ..
– พลังงานชีวภาพ Bioenergy : หมายถึง การใช้อินทรีย์สาร Organic Matter, ชีวมวล Biomass และของเสียทางการเกษตร Agricultural Waste เพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ Biogas และเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว Liquid Biofuels ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคส่วนที่ยากต่อการใช้กำลังไฟฟ้า Crucial for Sectors that are Difficult to Electrify ..
2. กลยุทธ์ “เปลี่ยนทุกอย่างเป็นไฟฟ้า Electrify Everything” และลดคาร์บอนในส่วนที่เหลือ Decarbonize the Rest : การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล End of Fossil Fuels ต้องใช้กลยุทธ์ 2 ด้าน คือ การเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้ไปใช้กำลังไฟฟ้า Converting as Many Economic Sectors as Possible to Run on Electricity และการปรับปรุงระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าในตัวมันเองให้สะอาดขึ้น Cleaning Up the Electricity Grid Itself ด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ :-
– ขั้นตอนที่ 1 การเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ Deep Electrification ได้แก่ :-
– การขนส่ง Transportation : การเปลี่ยนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน Internal Combustion Engine: ICE Vehicles ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า Electric Vehicles: EVs ที่ใช้พลังงานจากลิเธียมไอออนแบตเตอรี่ Lithium – Ion Batteries, แบตเตอรี่โซลิดสเตท Solid – State Batteries หรือโซเดียมไอออนแบตเตอรี่ Sodium – Ion Batteries ..
– อาคาร Buildings : การเปลี่ยนออกไปจากการทำความร้อนด้วยก๊าซธรรมชาติ Shifting from Natural Gas Heating ไปใช้ปั๊มความร้อนไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง Highly Efficient Electric Heat Pumps สำหรับการทำความร้อนในพื้นที่ และน้ำ Space & Water Heating เป็นต้น ..
– อุตสาหกรรมเบา Light Industry : การเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมจากหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil – Fuel – Powered Boilers ไปเป็นเตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ Electric Induction Furnaces ..

– ขั้นตอนที่ 2 ภาคส่วนที่ “ลดการปล่อยมลพิษได้ยาก Hard – to – Abate” และโมเลกุลเชื้อเพลิงหมุนเวียน Renewable Fuel Molecules : บางภาคส่วนไม่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ง่าย ๆ เนื่องจากข้อจำกัดด้านน้ำหนัก หรือความต้องการความร้อนสูงมาก สำหรับสิ่งเหล่านี้ การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Ending the Use of Fossil Fuels จึงขึ้นอยู่กับโมเลกุลเชื้อเพลิงหมุนเวียน Renewable Fuel Molecules ดังนี้ :-
– ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 : พวกมัน ผลิตขึ้นได้จากกระบวนการแยกน้ำด้วยกำลังไฟฟ้า Water Electrolysis โดยใช้พลังงานหมุนเวียน Using Renewables ด้วยสูตรทางเคมี 2H2O => 2H2 + O2 .. และไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 ยังใช้เป็นวัตถุดิบสะอาดสำหรับการผลิตสารเคมี Clean Feedstock for Chemical Manufacturing, การผลิตเหล็กกล้า Steel Production และการจัดเก็บพลังงานระยะยาว Long – Duration Energy Storage ไปพร้อมด้วย ..
– เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน Sustainable Aviation Fuels: SAFs : พวกมัน คือ เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ Bio – Based or Synthetic Fuels ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่องยนต์ของเครื่องบินพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วโดยตรง Drop Directly into Existing Commercial Aircraft Engines โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล Without Requiring Fossil Fuels ..
3. อุปสรรคเชิงโครงสร้างในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Structural Barriers to End Fossil Fuels : แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่การยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสมบูรณ์ Completely Phasing Out Fossil Fuels ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันหลายประการ Complex, Interconnected Challenges ตัวอย่างเช่น :-
– ความไม่สม่ำเสมอ Intermittency และความเสถียรของโครงข่ายระบบสายส่ง Grid Stability : กำลังไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Power มีความผันแปร .. ดวงอาทิตย์ Sun ไม่ได้ส่องแสงตลอดเวลา และลม Wind ก็ไม่ได้พัดตลอดเวลา ..
– วิธีแก้ปัญหา The Fix : การติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่ Massive Deployment of Energy Storage Systems เช่น แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Utility – Scale Batteries, ระบบจัดเก็บความร้อน Thermal Storage และการสร้างโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ Construction of Smart Grids ที่สามารถปรับสมดุลอุปสงค์ และอุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างใหญ่ ..
– ปัญหาคอขวดด้านวัสดุ และห่วงโซ่อุปทาน Material & Supply Chain Bottlenecks : การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน Building a Renewable Infrastructure ต้องใช้แร่ธาตุวิกฤติสำคัญ Critical Minerals ในปริมาณมหาศาล เช่น ลิเธี่ยม Lithium: 3Li, โคบอลต์ Cobalt: 27Co, นิกเกล Nickel: 28Ni, ทองแดง Copper: 29Cu และแร่ธาตุหายาก Rare Earth Elements ..
– วิธีแก้ปัญหา The Fix : การขยายแนวทางการปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียน Scaling Up Circular Economy Practices เช่น “การทำเหมืองในเมือง Urban Mining” ได้แก่ การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ และแบตเตอรี่ e – Waste & Battery Recycling และการพัฒนาเคมีแบตเตอรี่ทางเลือก Developing Alternative Battery Chemistries เช่น โซเดียมไอออน Sodium – Ion หรือโพแทสเซียมไอออน Potassium – Ion ที่ใช้วัสดุที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ และไม่เป็นพิษ Abundant, Non – Toxic Materials .. ทั้งนี้ ตัวอย่างการทำเหมืองในเมือง Urban Mining นั้น ทำให้พบว่า โทรศัพท์มือถือที่ใช้แล้ว Used Mobile Phones เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ e – Waste น้ำหนัก 1 ตัน มีปริมาณทองคำ Gold: 79Au มากกว่า ก้อนหิน หรือแร่ทองคำในเหมืองทองน้ำหนัก 1 ตันเท่ากัน อยู่ที่ประมาณ 60 – 70 เท่า ซึ่งบางรายงานอาจประเมินไว้สูงกว่าถึง 100 เท่า โดยปริมาณทองคำในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นโทรศัพท์มือถือ Mobile Phone e – Waste น้ำหนัก 1 ตัน หรือประมาณ 10,000 เครื่อง เมื่อนำไปผ่านกระบวนการสกัด รีไซเคิล Extraction & Recycling Processes สามารถให้ทองคำ Gold: 79Au ได้ประมาณ 280 – 350 กรัม ขณะที่หินแร่ทองคำในเหมืองแร่ทั่วไป น้ำหนัก 1 ตัน จะสกัดทองคำ Gold: 79Au ออกมาได้เพียงประมาณ 5 กรัม เท่านั้น เป็นต้น ..
– ความเฉื่อยชาของโครงสร้างพื้นฐาน และภูมิรัฐศาสตร์ Infrastructure Inertia & Geopolitics : เชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuels ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน เงินอุดหนุน และการสนับสนุนทางการเมืองที่ฝังรากลึกมานานกว่าศตวรรษ .. นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน Transitioning to Renewables ยังเปลี่ยนแปลงการพึ่งพาพลังงานทั่วโลก Shifts Global Energy Dependencies ไปโดยสิ้นเชิง และสร้างพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ๆ Creating New Geopolitical Dynamics เกี่ยวกับผู้ที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Controllers สำหรับเทคโนโลยีสะอาด Clean Technologies และแร่ธาตุวิกฤติสำคัญ Critical Minerals ..
– วิธีแก้ปัญหา The Fix : การแก้ปัญหาความเฉื่อยชาของโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Inertia ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Geopolitical Conflicts ได้แก่ การสร้างความยืดหยุ่น และการกระจายศูนย์ Decentralization & Flexibility โดยลดการพึ่งพาโครงสร้างขนาดใหญ่แบบดั้งเดิมที่ใช้เวลาก่อสร้างนาน และปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่คล่องตัว ..
4. กรอบเวลาโลกสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ The Global Timeline to Net – Zero : กรอบการทำงานที่ตกลงกันในระดับนานาชาติ The Internationally Agreed – Upon Framework ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลงปารีส Paris Agreement มีเป้าหมายเพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 oC โดยอุดมคติ คือ 1.5 oC เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม สรุปเป้าหมายหลักเล็ง หรือ Milestone ได้ดังนี้ :-
– เป้าหมาย ภายในปี 2573 คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลงครึ่งหนึ่ง Halve Global Emissions โดยมาตรการสำคัญที่จำเป็น Key Actions Required ได้แก่ การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Increasing Global Renewable Energy Production Capacity เป็น 3 เท่า และการยกเลิกการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่มีการควบคุมมลพิษอย่างรวดเร็ว Rapid Phase – Out of Unabated Coal Power ..
– เป้าหมาย ภายในปี 2593 คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์สุทธิทั่วโลก Global Net – Zero Carbon โดยมาตรการสำคัญที่จำเป็น Key Actions Required ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ Complete Decarbonization of the Power Sector และการนำไฮโดรเจนมาใช้ในอุตสาหกรรมหนักอย่างแพร่หลาย Widespread Adoption of Hydrogen: H2 in Heavy Industry ..
– เป้าหมาย หลังปี 2593 คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบสุทธิ Net – Negative Emissions โดยมาตรการสำคัญที่จำเป็น Key Actions Required ได้แก่ การกำจัดคาร์บอนออกไปจากชั้นบรรยากาศให้ได้มากกว่าที่ปล่อยคายออกมา Actively Removing More Carbon from the Atmosphere than is Emitted ด้วยการใช้แนวทางแก้ไขปัญหาที่อิงธรรมชาติ Utilizing Nature – Based Solutions และการดักจับคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี Technological Carbon Capture ..
การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่คำถามว่า “จะเกิดขึ้นหรือไม่ Will It Happen or Not” แต่เป็นคำถามว่า “จะเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน How Fast” แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ความเร็วในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Speed of Phasing Out Fossil Fuels นั้น ขึ้นอยู่กับกรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด Heavily on Regulatory Frameworks, กลไกการบัญชีคาร์บอนข้ามพรมแดน Cross – Border Carbon Accounting Mechanisms และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอย่างจริงจัง Aggressive Capital Investment into Grid Infrastructure ซึ่งรวมไปถึงการขึ้นอยู่กับสติปัญญาของฝ่ายการเมืองในแต่ละประเทศทั่วโลกมาพร้อมด้วย .. ทั้งนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงาน Energy Transition สอดคล้องกับเป้าหมายสภาพภูมิอากาศโลก Global Climate Goals นั่นเอง ..
ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และพลังงานชีวภาพ Bioenergy ร่วมผนึกกำลัง เพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก End of the Fossil Fuels Worldwide ..
ความเห็นพ้องต้องกันในระดับโลกจากสถาบันด้านพลังงาน เช่น องค์การพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency: IEA นั้น ชี้ชัดเจนว่า พลังงานลม Wind Energy, พลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy และแบตเตอรี่ Batteries จะเป็นตัวหลักในการผลิตกำลังไฟฟ้าที่สะอาดขึ้น แต่ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และพลังงานชีวภาพ Bioenergy คือ เครื่องมือสำคัญที่จำเป็นในการทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วง และยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก Finish the Job & End of the Fossil Fuels Worldwide ได้อย่างเฉียบขาด ..
ในความเป็นจริง ภายใต้แผนงานสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิทั่วโลก Global Net – Zero Roadmaps นั้น พลังงานชีวภาพสมัยใหม่ Modern Bioenergy ซึ่งรวมถึงไฮโดรเจนชีวภาพ Biohydrogen: H2 คาดว่าจะตอบสนองความต้องการพลังงานทั่วโลกได้ 15 – 20 % ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 เท่า .. ในขณะที่พลังงานลม Wind Energy และพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy เป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก ในเวลาเดียวกัน ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และพลังงานชีวภาพ Bioenergy ก็กำลังทำหน้าที่เป็นกำลังทางยุทธวิธีสำคัญ Tactical Strike Force ในการเจาะกลุ่มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ Global Economies that Still Use Fossil Fuels ..

การผสมผสานระหว่างไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และพลังงานชีวภาพ Bioenergy ก่อให้เกิดพลังมหาศาล .. การสกัดเชื้อเพลิงเคมีที่สะอาดที่สุดในจักรวาลจากวงจรขยะของเสียอินทรีย์สารของโลก Extraction of the Universe’s Cleanest Chemical Fuel from the Planet’s Organic Waste Loops คือ ประเด็นสุดยอดที่จะช่วยทำให้การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น เป็นไปได้ ..
ในขณะที่พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาด Clean Electricity จากอิเล็กตรอน Electrons แต่ภาคส่วนขนาดใหญ่หลายแห่งต้องการเชื้อเพลิงสะอาด Clean Fuels จากโมเลกุล Molecules .. การผสมผสานระหว่างพลังงานชีวภาพ และไบโอไฮโดรเจน Combination of Bioenergy & Biohydrogen: H2 ช่วยเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ได้ ทำให้สามารถยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างสมบูรณ์ทั่วโลก Complete Phase – Out of Fossil Fuels Globally สรุปเป็นประเด็นข้อพิจารณาได้ดังนี้ :-
1. ไบโอไฮโดรเจน คือ อะไร What is Biohydrogen : ไฮโดรเจนชีวภาพ หรือไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 คือ ก๊าซไฮโดรเจน Hydrogen: H2 Gas ที่ผลิตโดยใช้ขยะของเสียอินทรีย์สาร Organic Waste, ชีวมวล Biomass หรือกระบวนการทางชีวภาพ Biological Processes แทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuels เช่น ก๊าซธรรมชาติ Natural Gas เป็นต้น ..
ปัจจุบัน กว่า 95 % ของไฮโดรเจนในอุตสาหกรรมทั่วโลก World’s Industrial Hydrogen: H2 เป็น “ไฮโดรเจนสีเทา Gray Hydrogen: H2“ ซึ่งผลิตโดยการแยกก๊าซธรรมชาติผ่านกระบวนการปฏิรูปมีเทนด้วยไอน้ำ Separation of Natural Gas through Steam Methane Reforming ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ออกมาในปริมาณมหาศาล ดังนั้น ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 จึงเป็นทางเลือกโดยตรงที่เป็นกลางทางคาร์บอน Carbon – Neutral Alternative หรือแม้กระทั่งอาจถือเป็นทางเลือกติดลบทางคาร์บอน Carbon – Negative Alternative มาพร้อมอีกด้วย .. ทั้งนี้ เส้นทางในกระบวนการผลิต The Production Pathways ได้แก่ :-
– การทำชีวมวลให้เป็นก๊าซ Biomass Gasification หรือเทอร์โมเคมี Thermochemical : การให้ความร้อนแก่เศษของเหลือทิ้งทางการเกษตร Agricultural Leftovers เช่น ฟางข้าว Rice Straw, กากอ้อย Sugarcane Bagasse หรือขยะมูลฝอยชุมชน Municipal Solid Waste ที่อุณหภูมิสูงในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ High Temperatures in a Low – Oxygen Environment ซึ่งจะเปลี่ยนคาร์บอน และไฮโดรเจนในของเสีย Carbon & Hydrogen in the Waste ให้เป็นส่วนผสมของก๊าซที่สะอาด Clean Gas Mixture จากนั้นจึงสกัดไบโอไฮโดรเจนบริสุทธิ์ Pure Biohydrogen: H2 ออกมา วิธีนี้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 36 % ของกระบวนการผลิตไบโอไฮโดรเจนทั่วโลก Global Biohydrogen: H2 Production Pipeline ..
– การหมักแบบมืด Dark Fermentation ด้วยกระบวนการทางชีวภาพ Biological Process : การใช้แบคทีเรียแบบไม่ใช้ออกซิเจน Anaerobic Bacteria หรือแบคทีเรียที่ดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน Bacteria that Live without Oxygen: O2 ในการย่อยสลายน้ำเสียอินทรีย์ Organic Wastewater หรือเศษอาหาร Food Waste ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแบบมืด Dark Bioreactors ทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจน Hydrogen: H2 ขึ้นเองตามธรรมชาติขณะที่จุลินทรีย์บริโภคสารอาหาร ..
– การแยกน้ำด้วยไฟฟ้าโดยใช้จุลินทรีย์ Microbial Electrolysis : การใช้กระแสไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อกระตุ้นกิจกรรมตามธรรมชาติของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายน้ำเสีย Breaking Down Wastewater เพื่อเร่งการสร้างก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ Accelerating the Generation of Pure Hydrogen: H2 Gas ..
2. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน The Power Shift : ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 + พลังงานชีวภาพ Bioenergy และการทำงานร่วมกัน Working Together : เมื่อนำไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และระบบพลังงานชีวภาพในกรอบที่กว้างกว่า Broader Bioenergy Systems ขึ้นมาใช้ร่วมกัน จะสามารถแก้ปัญหาที่ยากเย็นที่สุดของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโลกได้ ประกอบด้วย :-
– การลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนัก Decarbonizing Heavy Industry : อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตเหล็กกล้า Steelmaking และการผลิตสารเคมี Chemical Manufacturing ต้องการไฮโดรเจน Hydrogen: H2 ในฐานะสารเคมี Chemical Agent ซึ่งมิใช่เพียงเป็นแค่แหล่งพลังงาน Not Just an Energy Source เท่านั้น .. ไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 ที่ผลิตผ่านการแยกน้ำด้วยกำลังไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ Solar – Powered Water Electrolysis กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ต้องใช้น้ำสะอาด และพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล Massive Amounts of Clean Water & Electricity .. ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 หลีกเลี่ยงข้อจำกัดนี้ได้โดยใช้น้ำเสีย Wastewater และขยะเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร Agricultural Residues เป็นวัตถุดิบ Feedstock ทำให้ได้มาซึ่งโมเลกุลที่ปราศจากคาร์บอน Zero – Carbon Molecules สำหรับอุตสาหกรรมเคมี Chemical Industry ..
– การสร้างเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ความหนาแน่นสูง High – Density e – Fuels สำหรับการบิน Aviation และการขนส่งทางเรือ Shipping : ด้วยการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการทางชีวภาพ Capturing the Biogenic CO2 ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล Biomass Power Plants และนำมาผสมกับไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 นั้น วิศวกรเคมี Chemical Engineers สามารถสังเคราะห์เชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ Synthesize e – Fuels และเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนขั้นสูง Advanced Sustainable Aviation Fuels: SAF ได้ .. เชื้อเพลิงเหล่านี้ มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับเชื้อเพลิงเจ็ท และดีเซลจากฟอสซิล Fossil Jet Fuel & Diesel ทำให้เครื่องบินพาณิชย์ Commercial Planes และเรือบรรทุกสินค้า Cargo Ships สามารถยกเลิกการใช้ปิโตรเลียมได้อย่างสมบูรณ์ Completely Eliminate Petroleum Use โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ Without Altering Their Engines ..
– การเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Providing Grid Flexibility : ความท้าทายสำคัญของการพึ่งพาพลังงานลม และแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว คือ ความผันแปรของพลังงาน .. โรงงานพลังงานชีวภาพแบบบูรณาการ Integrated Bioenergy Facilities สามารถเปลี่ยนกำลังการผลิตได้อย่างเป็นพลวัต Switch its Output Dynamically เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์มีมากในระหว่างวัน โรงงานสามารถเปลี่ยนชีวมวลไปผลิต และจัดเก็บไบโอไฮโดรเจน Producing & Storing Biohydrogen: H2 ได้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน และความต้องการพลังงานสูงสุด โรงงานสามารถเปลี่ยนไปเผาไฮโดรเจน หรือชีวมวลที่จัดเก็บไว้ Burning that Stored Hydrogen: H2 or Biomass เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดอย่างต่อเนื่องให้กับระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Supply Continuous, Clean Electricity to the Grids ได้อย่างยอดเยี่ยมมาพร้อมด้วย ..
3. พลวัตของตลาดโลก The Global Market Dynamics : ข้อมูลจากภาคพลังงาน Energy Sector Data ระบุว่า ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลก Global Hydrogen: H2 Market กำลังขยายตัวไปสู่มูลค่ากว่า 174 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ .. ไฮโดรเจน Hydrogen: H2 ที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งรวมถึงไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 จากการแยกน้ำ และไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 จากชีวมวล Biomass กำลังเข้าสู่ช่วงของการเจาะตลาดอย่างรวดเร็ว Entering a Phase of Rapid Market Penetration ดังนี้ :-
– ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ ผู้นำด้านปริมาณ Asia – Pacific Leads in Volume : ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Asia – Pacific Region ครองส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในภาคส่วนไบโอไฮโดรเจน Largest Share of the Biohydrogen: H2 Sector อยู่ที่เกือบ 45 % ของตลาด โดยได้รับแรงผลักดันจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมที่สำคัญซึ่งนำรูปแบบ Bio – Circular – Green: BCG Models มาใช้ .. ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ Countries in this Region กำลังเปลี่ยนของขยะเสียทางการเกษตร Agricultural Waste ให้เป็นก๊าซชีวภาพใช้ในอุตสาหกรรม Industrial Biogas เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว Liquefied Natural Gas: LNG ที่นำเข้า ..
– อเมริกาเหนือ ขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยี North America Drives Technology Growth : อเมริกาเหนือ North America คือ ภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับการลงทุนในไบโอไฮโดรเจน Fastest – Growing Region for Biohydrogen: H2 Investment โดยได้รับแรงเร่งจากนโยบายเชิงโครงสร้าง Structural Policy เช่น เครดิตภาษีสำหรับการผลิตพลังงานสะอาด Clean Energy Production Tax Credits ของกฎหมายลดเงินเฟ้อของสหรัฐฯ US Inflation Reduction Act เป็นต้น ..
4. เหตุใดการผสมผสานนี้จึงจำเป็นต่อการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Why This Combination is Essential to End Fossil Fuels : การเปลี่ยนผ่านออกไปจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Transition Away from Fossil Fuels จะไม่ประสบความสำเร็จเพียงแค่การหยุดการขุดสกัดถ่านหิน และน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องมีแหล่งพลังงานทางเลือก Alternative Sources เพื่อตอบสนองความต้องการทางอุตสาหกรรมที่มีอยู่ Existing Industrial Requirements อย่างเพียงพอมาพร้อมด้วย .. ทั้งนี้ พลังงานชีวภาพ Bioenergy และไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 ร่วมกันตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ดังนี้ :-
– การใช้ประโยชน์จากขยะของเสีย ไม่ใช่ที่ดิน Utilize Waste, Not Land : ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และพลังงานชีวภาพ Bioenergy ได้เปลี่ยนภาระผูกพันระดับโลก Turn Global Liabilities เช่น ขยะในเมือง City Waste, น้ำเสีย Sewage และการเผาพืชผลทางการเกษตร Crop Burning ให้เป็นสินทรัพย์ด้านพลังงานเชิงกลยุทธ์ Strategic Energy Assets ..
– การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ Utilize Existing Infrastructure : ไบโอมีเทน Biomethane: CH4 และไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 สามารถผสม และนำเข้าสู่ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Natural Gas Pipelines & Gas Grids และเตาเผาอุตสาหกรรม Industrial Furnaces ที่มีอยู่เดิมได้โดยตรง หลีกเลี่ยงความจำเป็นในการสร้างเครือข่ายการกระจายส่งจ่ายใหม่ Avoiding Rebuilds of Distribution Networks มูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในทันที ..
– การกำจัดคาร์บอนที่สะสมมา Remove Historical Carbon : เมื่อพลังงานชีวภาพ ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน Bioenergy with Carbon Capture and Storage: BECCS พวกมันจะดักจับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้มากกว่าที่ปล่อยออกมา ซึ่งเป็นแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีต Mitigate Historical Fossil Fuel Emissions โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงก๊าซเรือนกระจกออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวรให้เป็นลบสุทธิ Net Negative Emissions ช่วยชดเชยการปล่อยคาร์บอนในอดีตที่ผ่านมานั่นเอง ..
ทั้งนี้ ในขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Energy ให้กำลังไฟฟ้าพลังงานสะอาดพื้นฐาน Foundational Clean Electricity สำหรับบ้านเรือน Homes, ชุมชน Communities และยานพาหนะ Vehicles ของมนุษยชาติ Humanity นั้น การผสมผสานระหว่างไบโอไฮโดรเจน และพลังงานชีวภาพ Combination of Biohydrogen: H2 & Bioenergy จะให้เชื้อเพลิงอุตสาหกรรมที่จำเป็น Necessary Industrial Fuels ต่อการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสมบูรณ์ Complete the Phase – Out of Fossil Fuels ให้สำเร็จได้ในที่สุดจากนี้ไป ..
พลังงานหมุนเวียน Renewable Energy และการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล End of Fossil Fuels ในประเทศไทย Thailand ..
ประเทศไทย Thailand กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างพลังงาน Energy Architecture .. การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีต Historical Reliance on Fossil Fuels ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ Crude Oil, ก๊าซธรรมชาติ Natural Gas และถ่านหินนำเข้า Imported Coal กำลังขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศที่เข้มงวด Aggressive National Climate Targets, ความต้องการด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ Corporate Sustainability Demands และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโลกที่ผันผวน Volatile Global Fuel Prices .. เพื่อให้บรรลุพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ Achieve its Climate Commitments ในขณะที่ยังคงรักษาฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาค Preserving its Status as a Regional Industrial Powerhouse นั้น ประเทศไทย Thailand กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านอย่างรอบคอบ และมีระเบียบแบบแผนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Low – Carbon Economy สรุปได้ดังนี้ :-
1. การปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ Upgraded Directives และเส้นทางสู่ปี 2593 : ประเทศไทย Thailand ได้เปลี่ยนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศพื้นฐานจาก “การคาดการณ์ระยะยาวแบบเชิงรับ Passive Long – Term Projections” ไปสู่ “รูปแบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ An Absolute Emissions Reduction Model” ได้แก่ :-
– การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Net – Zero Emissions ภายในปี 2593 : ประเทศไทย Thailand ได้เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ Net – Zero Greenhouse Gas: GHG Emissions มาเป็นปี 2593 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิม ปี 2608 ถึง 15 ปี ..
– แผนแม่บทการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ฉบับที่ 3 หรือ NDC 3.0 Blueprint : ภายใต้กรอบการมีส่วนร่วมที่กำหนดโดยประเทศ หรือ NDC 3.0 Framework ที่ปรับปรุงใหม่นั้น ประเทศไทย Thailand ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลง 47 % ภายในปี 2578 เมื่อเทียบกับปี 2562 ..
2. แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย Power Development Plan: PDP และการปรับโครงสร้างโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Rewiring the Grids : กรอบยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐ State’s Strategic Energy Framework ตามแผนแม่บท PDP 2024 กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศให้ได้อย่างน้อย 50 – 52 % ภายในปี 2580 จากประมาณ 20 – 23 % ในปี 2567 .. แรงผลักดันนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากบริษัทข้ามชาติ และผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลระดับโลกที่ต้องการโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว Green Tariff Structure อยู่ที่ 100 % ก่อนที่จะลงทุนในประเทศไทย .. เพื่อรับมือกับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมที่ไม่สม่ำเสมอจำนวนมหาศาล Massive Influx of Intermittent Solar & Wind Power โดยไม่เสี่ยงต่อความล้มเหลวของระบบส่งสายส่งกำลังไฟฟ้า Without Risking Grid Failure ดังนั้น แผนงานระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าของภาครัฐ State Grid Roadmap จึงได้บูรณาการสิ่งต่อไปนี้ :-
– ระบบจัดเก็บพลังงานด้วยชุดแบตเตอรี่ Battery Energy Storage Systems: BESSs ขนาด 26 GW : การติดตั้งเครือข่ายแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ระดับสาธารณูปโภค Deploying Vast Utility – Scale Battery Networks เพื่อดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นในเวลากลางวัน และปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในตอนเย็น ..
– การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล Decoupling from Fossil Domination : ก๊าซธรรมชาติ Natural Gas ซึ่งผลิตพลังงานไฟฟ้า มากกว่า 55 % ของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะลดลงเหลือ 41 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด Total Capacity ภายในปี 2580 ในขณะที่กำลังไฟฟ้าจากถ่านหิน Electricity from Coal จะลดลงเหลือ 7 % ..
– การบูรณาการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตกำลังไฟฟ้าขั้นพื้นฐาน Nuclear Baseload Integration : เพื่อทดแทนพลังงานพื้นฐานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถาวร Permanently Replace Fossil – Fueled Baseload Power นั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย Power Development Plan: PDP ได้แนะนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กสำเร็จรูป Small Modular Reactors: SMRs ขนาด 300 MW อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ ภายในปี 2580 ..
– การผสมไฮโดรเจน Hydrogen: H2 Blending : แผนงานดังกล่าว ระบุถึงข้อกำหนดให้เริ่มผสมไฮโดรเจนสีเขียว หรือไบโอไฮโดรเจน Green or Biohydrogen: H2 อยู่ที่ 5 % ลงในโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซธรรมชาติของประเทศ National Natural Gas Pipeline Infrastructure เริ่มตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ..
3. การทำลายวงจรเปราะบางของก๊าซธรรมชาติเหลว Breaking the Liquefied Natural Gas: LNG Vulnerability Loop : แรงผลักดันเชิงโครงสร้างในการกำจัดเชื้อเพลิงฟอสซิล Structural Push to Eliminate Fossil Fuels ในประเทศไทยนั้น เกิดจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ Economic Security มากพอ ๆ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change ..
เนื่องจากปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองในอ่าวไทย Domestic Natural Gas Reserves in the Gulf of Thailand ลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทย Thailand จึงมีความเปราะบางอย่างมากต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลวที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก Liquefied Natural Gas: LNG Price Spikes .. ในช่วงวิกฤติพลังงานโลก Global Energy Crises การพึ่งพามากเกินไปนี้ ทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ .. การติดตั้งฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในประเทศ Massive Domestic Solar Farms, ระบบผลิตกำลังไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ และพลังน้ำบนเขื่อนที่มีอยู่ Floating Solar Hydro Hybrids on Existing Dams และกังหันลม Wind Arrays ช่วยปกป้องเศรษฐกิจของประเทศไทย Protecting Thailand’s Economy จากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสากล International Fossil Fuel Price Shocks ได้อย่างมั่นใจ ความมั่นคงทางพลังงาน ก็จะได้รับการประกันได้ในที่สุด ..
4. การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านในภาคส่วนที่ยากต่อการลดมลพิษ Driving Transition Across Hard Sectors : ประกอบไปด้วย :-
– การขนส่ง Transport และระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า “30@30” EV Ecosystem : เพื่อลดการใช้น้ำมันในการขนส่งผู้โดยสาร นโยบาย 30@30 Policy ของไทย กำหนดให้รถยนต์ที่ผลิตในประเทศอย่างน้อย 30 % ต้องเป็นรถยนต์ไร้มลพิษ Zero – Emission Vehicles: ZEVs ภายในปี 2573 หรือ ค.ศ.2030 โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการจูงใจทางภาษีของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน Board of Investment: BOI Tax Incentives อย่างเข้มข้น พร้อมกับการมุ่งสู่ความสำเร็จของไทย Thailand’s Achievements ในการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia’s Primary Electric Vehicle: EV Production Hub ..

– วงจรเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนสีเขียว BCG Industrial Loop : ประเทศไทย Thailand ใช้ประโยชน์จากภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ Utilizes its Vast Agricultural Sector เพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหลากหลายประเภททดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล Displace Fossil Fuels ในอุตสาหกรรมหนักที่ยากต่อการลดมลพิษ Heavy, Hard – to – Abate Industries ดังนี้ :-
– เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน Sustainable Aviation Fuel: SAF : กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทย เช่น บางจาก Bangchak และพีทีที PTT กำลังจัดตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนเชิงพาณิชย์ Commercial SAF Facilities โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพส่วนหลือเกินจากกำลังผลิตในประเทศ และการนำน้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้วในประเทศกลับมาใช้ใหม่ Recycling Domestic Used Cooking Oil เพื่อจัดหา SAF ให้กับศูนย์กลางการบินในภูมิภาค Supply Regional Aviation Hubs ..
– ไบโอมีเทน Biomethane: CH4 และชีวมวล Biomass : โรงงานอุตสาหกรรม Industrial Plants กำลังแปรรูปเศษของเหลือทิ้งทางการเกษตร Agricultural Residues เช่น กากอ้อย Sugarcane Bagasse, กากมันสำปะหลัง Cassava Waste และฟางข้าว Rice Straw ให้เป็นไบโอมีเทนคุณภาพสูง High – Quality Biomethane: CH4 เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ Phase Out Natural Gas ในหม้อไอน้ำที่ใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต High – Heat Manufacturing Boilers ..

5. ปัจจัยสนับสนุนด้านกฎระเบียบ Regulatory Enablers : สำหรับภาษีคาร์บอน Carbon Tax และข้อบังคับทางกฎหมาย Legal Mandates นั้น การเปลี่ยนผ่าน The Transition ได้รับการสนับสนุนทางกฎหมายอย่างชัดเจนผ่านความคืบหน้าอย่างรวดเร็วของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change Act ซึ่งนำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม Department of Climate Change & Environment: DCCE .. กฎหมายหลักฉบับนี้ กำหนดให้ต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคเอกชน Private Sector Carbon Footprints และที่สำคัญ คือ กฎหมายนี้ ได้จัดตั้งกรอบการกำหนดราคาคาร์บอนอย่างเป็นทางการของประเทศไทย ดังนี้ :-
– ภาษีคาร์บอน Carbon Tax : หมายถึง การต่อยอดจากการปรับโครงสร้างที่รวมภาษีสรรพสามิต 200 บาท ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ที่เทียบเท่า CO2 Equivalent สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม Petroleum Products นั้น จะมีการจัดตั้งระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเป็นทางการในวงกว้างมากขึ้นอีก Establishing a Broader Formal Carbon Tax จากนี้ไป ..
– ระบบการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย Thailand Emissions Trading System: TH – ETS: หมายถึง การบังคับให้อุตสาหกรรมหนัก Forcing Heavy Industries ซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีคาร์บอนสูง High – Carbon Fossil Fuels นั้น ไม่คุ้มค่าในระยะยาว Not Cost – Effective in the Long – Term โดยจะคุ้มค่ากว่า More Cost – Effective หากเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียน Switch to Renewable Energy Fuels เป็นต้น ..
ทั้งนี้ กลยุทธ์ของประเทศไทย Thailand’s Strategy เหล่านี้ อาศัยกลไกที่สมดุล Balanced Mechanism โดยการใช้พลังงานลม Wind Energy, พลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy และแบตเตอรี่ Batteries เพื่อลดมลพิษในระบบขนส่งขนาดเล็ก Light Transportation และการพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้า Power Grids ให้ชาญฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำเร็จรูปขนาดเล็ก Small Modular Reactors: SMRs, พลังงานชีวภาพ Bioenergy, ไบโอไฮโดรเจน Biohydrogen: H2 และภาษีคาร์บอน Carbon Taxes เพื่อผลักดันให้เชื้อเพลิงฟอสซิลออกไปจากอุตสาหกรรมหนักอย่างเป็นระบบ Systematically Push Fossil Fuels Out of Heavy Industries ให้สำเร็จได้ในที่สุดจากนี้ไป หรืออย่างน้อย ภายในปี 2593 ..
คาดการณ์ตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market ..
ตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market กำลังประสบกับการเติบโตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในด้านการลงทุน Capital Injection และการใช้งาน Deployment โดยได้รับแรงผลักดันจากนโยบายความยั่งยืนขององค์กรที่เข้มงวด Aggressive Corporate Sustainability Mandates, ต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง Falling Technology Costs และความสำคัญด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ National Energy Security Priorities ทำให้ตลาดนี้ เปลี่ยนจาก “ตลาดเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการอุดหนุนจากนโยบาย Policy – Subsidized Niche” มาเป็น “แรงขับเคลื่อนหลักในการเพิ่มกำลังการผลิตกำลังไฟฟ้าทั่วโลก Dominant Force in Global Power Capacity Additions” ..
อ้างถึงข้อมูลการสำรวจตลาดของ Grandview Research พบว่า ขนาดธุรกิจในตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market มีมูลค่า 1,602 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,860.85 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี Compound Annual Growth Rate: CAGR หมายถึง อัตราผลตอบแทนสำหรับการลงทุนในตลาดพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก Global Renewable Energy Market ที่เติบโตจากยอดดุลเริ่มต้นไปถึงยังยอดดุลสิ้นสุด รวมสมมติฐานว่ากำไรจะถูกนำกลับมาลงทุนหมุนเวียนใหม่ทุกสิ้นปีของช่วงอายุการลงทุน อยู่ที่ค่า CAGR 14.7 % ในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ปี 2569 – 2576 .. การเปลี่ยนแปลงทั่วโลกไปสู่พลังงานทางเลือกที่มีคาร์บอนต่ำ Global Shift Toward Low – Carbon Energy Alternatives และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว Increasingly Stringent Environmental Regulations across Developed Economies ยังคงเป็นตัวเร่งการเติบโตที่สำคัญ Significant Growth Catalysts สำหรับภาคพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Sector ..

ทั้งนี้ แนวโน้ม และข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญของตลาด Key Market Trends & Insights ชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Asia Pacific ครองตลาดพลังงานหมุนเวียนโลกด้วยส่วนแบ่งรายได้มากที่สุดถึง 41.51 % ในปี 2568 ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Industry ในสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาคาดการณ์ และเมื่อพิจารณาตามแหล่งที่มาแล้ว พบว่า ภาคส่วนของพลังงานแสงอาทิตย์ Solar Energy Segment นำตลาดด้วยส่วนแบ่งรายได้มากที่สุดถึง 31.61 % ในปี 2568 ตลอดจนเมื่อพิจารณาตามการใช้งานขั้นสุดท้าย ก็ทำให้เห็นได้ว่า ภาคส่วนอุตสาหกรรม Industrial Segment ครองส่วนแบ่งรายได้ตลาดมากที่สุดในปี 2568 ..
อย่างไรก็ตาม ตลาดไฮโดรเจนสีเขียว และระบบจัดเก็บพลังงานด้วยชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ Green Hydrogen: H2 & Utility – Scale Battery Energy Storage Systems: BESSs Markets ได้เปลี่ยนจากตลาดเก็งกำไรโดยเงินทุนร่วมลงทุน Speculative Venture – Capital Market มาเป็นตลาดสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure Asset Market ที่เติบโตเต็มที่ และมีสถาบันหลายแห่ง ได้เข้ามาลงทุนแล้ว ด้วยแรงผลักดันจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence: AI Data Centers, ข้อกำหนดการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด Deep Industrial Decarbonization Mandates และกฎระเบียบด้านเสถียรภาพของระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าที่เข้มงวด Strict Grid Stability Regulations ซึ่งการลงทุนในทั้ง 2 ภาคส่วนนี้ ได้ทำลายสถิติ Breaking Records ในอดีตไปอย่างขาดลอย สรุปได้ดังนี้ :-
– ตลาดระบบจัดเก็บพลังงานด้วยชุดแบตเตอรี่ทั่วโลก Global Battery Energy Storage System: BESS Market ได้เข้าสู่ยุคของการขยายตัวทางโครงสร้างอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 40.5 – 41.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ตลาดโลกจะแตะระดับกว่า 140 – 160 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่สูง อยู่ที่ค่า CAGR 13.2 – 18.8 % ภายในกลางทศวรรษ หรือภายในปี 2573 รวมทั้งคาดหมายว่าจะมีการติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงานด้วยชุดแบตเตอรี่ทั่วโลก Global Installations BESSs เพิ่มขึ้นอีก 353.4 GWh ..
– ตลาดไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 Market ดำเนินไปในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการเติบโตในระดับท้องถิ่นมากกว่า .. ปัจจุบัน ตลาดไฮโดรเจนสีเขียว Green Hydrogen: H2 Market นี้ มีมูลค่าระหว่าง 13.5 – 17.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่คาดการณ์ไว้สูงมาก อยู่ที่ค่า CAGR 31.2 – 47.2 % โดยตั้งเป้าหมายมูลค่าขนาดตลาดไว้ที่ระหว่าง 188 – 231 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2578 ..
จนถึงวันนี้ รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Governments across the Asia Pacific กำลังดำเนินมาตรการเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ Implementing Favorable Policy Instruments เช่น อัตราค่าไฟฟ้าแบบรับซื้อคืน Feed – in Tariffs, การประมูลพลังงานสีเขียว Green Auctions และมาตรฐานการใช้พลังงานหมุนเวียน Renewable Portfolio Standards เพื่อกระตุ้นการเติบโตของตลาด .. ภูมิภาคนี้ ยังได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง Robust Manufacturing Ecosystems โดยเฉพาะในจีน China และอินเดีย India ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ Solar Panels, กังหันลม Wind Turbines และหน่วยจัดเก็บแบตเตอรี่ Battery Storage Units ได้อย่างคุ้มค่า .. ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในเทคโนโลยีโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะ Investments in Smart Grid Technologies และการเชื่อมต่อพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน Cross – Border Power Connectivity กำลังเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน ด้วยการผสมผสานระหว่างนโยบายที่มุ่งมั่น ศักยภาพทางอุตสาหกรรม และความต้องการพลังงานที่ยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น .. ทั้งนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Asia Pacific จะยังคงเป็นผู้นำในตลาดโลก Dominant in the Global Market ตลอดช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ..
สรุปส่งท้าย ..
การเปลี่ยนผ่านระดับโลกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน Global Transition from Fossil Fuels to Renewable Energy คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุด The Most Significant Shift ในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ Modern Industrial History .. ในขณะที่ การผลิตกระแสไฟฟ้า Electricity Generation กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Transforming Rapidly, การทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสมบูรณ์ Complete Replacement of Fossil Fuels นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการที่มนุษยชาติใช้พลังงานในการขนส่ง Transportation, ให้ความร้อนแก่อาคาร Heat Buildings และดำเนินงานอุตสาหกรรมหนัก Run Heavy Industries ..
การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Phasing out Fossil Fuels จำเป็นต้องเร่งการเปลี่ยนไปใช้กำลังไฟฟ้าโดยตรง Accelerating Direct Electrification และขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน Scaling Up Renewable Energy อย่างรวดเร็ว .. พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Energy ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก ๆ 2 – 3 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากการเพิ่มขนาดการจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่อย่างมหาศาล Huge Jumps in Battery Storage เพื่อทดแทนน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ Replace Oil, Coal & Natural Gas ในระบบพลังงานทั่วโลก Global Energy System ..

การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Phasing out Fossil Fuels ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงทางอุตสาหกรรม Industrial Calibration หรือการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม Environmental Checklist เท่านั้น แต่เป็นการยกระดับพื้นฐานของสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ Foundational Upgrade to the Human Condition .. กว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของมนุษย์ ได้รับการสนับสนุนจากการเผาไหม้คาร์บอนฟอสซิล Burning Fossilized Carbon ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าในอารยธรรม Mechanism that Advanced Civilization แต่สร้างภาระผูกพันเชิงระบบ Systemic Liabilities ต่อสุขภาพของมนุษยชาติ Health of Humanity, โลก The Planet และเสถียรภาพของโลก Global Stability ..
การทดแทนถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างเป็นระบบ Systematically Replacing Coal, Oil & Natural Gas ด้วยพลังงานหมุนเวียน Renewables และระบบหมุนเวียนของพลังงาน หรือ Circular Energy Matrix จะเปลี่ยนแปลงสถานะพื้นฐานของมนุษยชาติ Fundamentally Reshapes the State of Humanity ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ :-
1. มิติด้านสุขภาพของสาธารณะชน และกลไกช่วยชีวิตระดับโลก Public Health & A Global Lifesaving Mechanism : การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล Combustion of Fossil Fuels ก่อให้เกิดวิกฤติสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และเงียบ ๆ Continuous & Silent Public Health Crisis .. การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด Transition to Clean Energy ถือเป็นหนึ่งในโครงการป้องกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ One of the Most Powerful Preventative Healthcare Initiatives in History ประกอบไปด้วย :-
– การกำจัดมลพิษทางอากาศ Eradicating Toxic Air Pollution : ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก World Health Organization: WHO มลพิษทางอากาศภายนอกอาคารจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล Air Pollution from Fossil Fuel Combustion โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 คือ สาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ประมาณ 4.2 ล้านคนต่อปี .. การกำจัดมลพิษเหล่านี้ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด Ischemic Heart disease, โรคหลอดเลือดสมอง Stroke, มะเร็งปอด Lung Cancer และการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน Acute Respiratory Infections ทั่วโลกได้ทันที ..
– การลดต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพอย่างมหาศาล A Vast Reduction in Healthcare Costs : การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Phasing out Fossil Fuels จะช่วยลดแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพของประเทศ National Healthcare Infrastructures .. การประหยัดทางเศรษฐกิจจากการลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาล การจัดการโรคเรื้อรัง และการสูญเสียผลิตภาพเนื่องจากมลพิษทางอากาศ คาดว่าจะช่วยประหยัดเงินได้หลายล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลก ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อสวัสดิการสาธารณะเชิงรุกได้โดยตรง เป็นต้น ..
2. มิติด้านการรักษาเสถียรภาพสภาพภูมิอากาศ Climate Stabilization และการอนุรักษ์ระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต Preserving a Livable Biosphere : ทุก ๆ การหลีกเลี่ยงภาวะโลกร้อน แม้เพียงเศษเสี้ยวองศาเซลเซียส จะช่วยรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติที่สำคัญ Critical Natural Systems ซึ่งค้ำจุนชีวิตมนุษย์ Sustain Human Life .. การยุติออกไปจากเชื้อเพลิงฟอสซิล Moving Away from Fossil Fuels จะช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบภูมิอากาศโลก Stabilizes the Global Climate System ดังนี้ :-
– การบรรเทาภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรง Mitigating Extreme Weather Disasters : การป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดหายนะ Catastrophic Levels ที่ 2.8 oC จะช่วยลดความถี่ และความรุนแรงของคลื่นความร้อน Lethal Heatwaves ที่คร่าชีวิตผู้คน, ภัยแล้งที่ยาวนาน Prolonged Droughts และน้ำท่วมรุนแรง Severe Flooding Events ซึ่งการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Phasing out Fossil Fuels จะช่วยปกป้องชุมชนมนุษย์ Human Settlements, ความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ Water Resource Security และโครงสร้างพื้นฐาน Infrastructure ต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติได้โดยตรง ..
– การรักษาความมั่นคงด้านอาหารของโลก Securing the Global Food Supply : ความไม่เสถียรของสภาพภูมิอากาศ Climate Instability ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร Directly Disrupts Agricultural Yields ผ่านการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูมรสุม Altered Monsoon Patterns, การเสื่อมโทรมของหน้าดิน Topsoil Degradation และความร้อนจัด Extreme Heat .. การเปลี่ยนไปใช้ระบบที่เป็นกลางทางคาร์บอน Shifting to Carbon – Neutral Systems จะช่วยปกป้องความมั่นคงด้านอาหารของโลก Protects Global Food Security ทำให้มั่นใจได้ว่า พื้นที่เกษตรกรรมที่เปราะบาง Vulnerable Agricultural Areas จะสามารถผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก Producing Food to Feed the World’s Population ได้ต่อเนื่องต่อไป ..
3. มิติด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และก้าวข้ามความขาดแคลน Economic Growth & The Move Beyond Scarcity : เศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuel Economy นั้น ผูกพันกับทรัพยากรที่มีจำกัด Finite Resources และห่วงโซ่อุปทานแบบรวมศูนย์ที่ไม่แน่นอน Volatile, Centralized Supply Chains .. สถาปัตยกรรมพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Architecture จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ Restructures the Global Economy โดยเน้นความอุดมสมบูรณ์ Abundance และความเท่าเทียม Equity ดังนี้ :-
– การสิ้นสุดของความผันผวนด้านพลังงาน The Demise of Energy Volatility : ตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuel Markets มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงราคาจากสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ Highly Prone to Geopolitical Price Shocks ซึ่งสามารถผลักดันให้ผู้คนหลายล้านคนตกอยู่ในความยากจนด้านพลังงานได้ในชั่วข้ามคืน .. พลังงานหมุนเวียน Renewables เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม Solar & Wind Energy นั้น ต่างออกไป พวกมันมีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นศูนย์ Zero Fuel Costs เมื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ต้นทุนส่วนเพิ่มของพลังงานจะเข้าใกล้ศูนย์ ทำให้ได้มาซึ่งพลังงานที่คาดการณ์ได้ กระจายตัวในพื้นที่ และราคาถูก ..
– การสร้างงานจำนวนมหาศาล Massive Job Creation : องค์การพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency: IEA ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Clean Energy Transition คือ กลไกการสร้างงานเชิงบวก Net – Positive Job Engine .. การเปลี่ยนแปลงโครงข่ายระบบสายส่งกำลังไฟฟ้าทั่วโลก Transforming the Global Grids, การติดตั้งระบบจัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่ Installing Utility – Scale Storage, การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านการขุดค้นทำเหมืองในเมือง Recycling Electronic Waste via Urban Mining และการแปรรูปพลังงานชีวภาพ Processing Bioenergy สร้างงานอุตสาหกรรมที่มีทักษะสูงใหม่หลายสิบล้านตำแหน่งทั่วโลก ..
4. มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการทำลายแกนแห่งความขัดแย้งด้านทรัพยากร Geopolitics: Breaking the Axis of Resource Conflict : กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ของแหล่งสำรองน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ Geographic Concentration of Oil & Natural Gas Reserves ได้กำหนดรูปแบบภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมักเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความขัดแย้งข้ามพรมแดน Primary Driver of Cross – Border Conflicts, การแทรกแซงทางทหาร Military Intervention และการบีบคั้นกดดันทางเศรษฐกิจ Economic Coercion ซึ่งระบบห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Supply Chains นั้น ต่างออกไป ส่งผลในเชิงบวก สรุปได้ดังนี้ :-
– การทำให้พลังงานเป็นประชาธิปไตย Democratizing Energy Sovereignty : ต่างจากน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ Unlike Oil or Natural Gas ที่มีรูปแบบรวมศูนย์ ขณะที่ ลม Wind, แสงแดด Sunlight และเศษของเหลือทิ้งทางการเกษตร Agricultural Residues มีการกระจายตัวที่เหนือชั้นอยู่ทั่วโลก .. เมื่อรัฐใดรัฐหนึ่ง เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ Domestic Renewables ก็จะทำให้รัฐชาตินั้น มีความเป็นอิสระด้านพลังงานอย่างถาวร Permanently Energy Independence และทำให้ระบอบการเมืองการปกครองของชาติที่ส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil – Exporting Regimes ไม่สามารถใช้แหล่งพลังงานเป็นอาวุธทางการเมืองได้อีกต่อไป ..
– การลดอาชญากรรม และการทุจริตข้ามชาติ Reducing Transnational Crime & Corruption : กระแสเงินทุนมหาศาลที่เกิดจากการขุดสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลในอดีต ได้หล่อเลี้ยงการทุจริต สนับสนุนการเติบโตของระบอบเผด็จการ และเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับความเสี่ยงด้านความมั่นคงข้ามชาติ .. การเปลี่ยนไปใช้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนที่โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Shifting Toward Transparent, Technology – Driven Renewable Supply Chains จะกระจายความมั่งคั่ง Decentralizes Wealth และสนับสนุนการกำกับดูแลระดับโลกที่เป็นธรรมมากขึ้น More Equitable Global Governance ..
ทั้งนี้ การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล Phase – Out of Fossil Fuels นั้น โดยพื้นฐานแล้ว คือ การเลือกที่จะเปลี่ยนผ่านออกไปจาก “เศรษฐกิจแบบเส้นตรงที่พึ่งพาทรัพยากรจากอนาคต Linear, Extractive Economy that Borrows from the Future” ไปสู่ “สถาปัตยกรรมแบบหมุนเวียนที่ฟื้นฟู และสร้างใหม่ได้ Circular, Regenerative Architecture” ซึ่งจะช่วยปกป้องรักษาอนาคตของโลก Protecting the Future of the Planet ไว้ได้ด้วยการแยกพัฒนาการของมนุษยชาติออกไปจากการทำลายสิ่งแวดล้อม Decoupling Humanity Development from Environmental Destruction ส่งผลสำคัญให้มนุษยชาติ Humanity เข้าใกล้สังคมโลก Global Society ที่ยุติธรรมกว่า Fairer, มีสุขภาพที่ดีกว่า Healthier และปลอดภัยมั่นคงมากยิ่งขึ้น More Secure & Safer อันเป็นที่ปรารถนาของทุกผู้คน ..

ดังนั้น ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสม พลังงานสีเขียว Green Energy หรือพลังงานหมุนเวียน Renewables คือ แหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวที่เปิดโอกาสให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ได้รับอิสรภาพทางพลังงาน Energy Independence และไม่ตกเป็นทาสการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล Fossil Fuels ที่เป็นน้ำมันดิบ Crude Oil, ก๊าซธรรมชาติ Natural Gas และถ่านหิน Coal ลึกลงไปใต้เปลือกโลก หรือ Shale Gas & Shale Oil จากต่างประเทศที่ผูกขาดโดยเพียงบางชาติยักษ์ใหญ่เท่านั้นอีกต่อไป ซึ่งส่งผลให้ระบบพลังงาน Energy Systems ของแต่ละประเทศทั่วโลกจากนี้ไป จะได้ถูกปลดล็อคให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง หมายถึง ความมั่นคงทางพลังงาน Energy Security จะได้รับการประกัน เพื่อให้การไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของแต่ละชาติ รวมถึงทั่วทั้งโลกใบนี้ บรรลุความสำเร็จได้อย่างงดงามในที่สุด ..
………….
คอลัมน์ : Energy Key
By โลกสีฟ้า ..
สนับสนุนโดย…..บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)

ขอบคุณเอกสารอ้างอิง :-
Can Renewable Energy Replace Fossil Fuels? What the Data Now Shows | Energy Tracker Asia :-
https://energytracker.asia/can-renewable-energy-replace-fossil-fuels
Fossil Fuel Phase – Out | Wikipedia :-
https://en.wikipedia.org/wiki/Fossil_fuel_phase-out
End the Fossil Fuel Age for a Secure & Prosperous Future | Theccc.org.uk :-
Fossil Fuels are Finished / Renewables are the Future | WWF :-
https://wwf.panda.org/wwf_news/?15808466/fossil-fuels-are-finised-renewables-are-the-future
Global Renewable Energy Market | Grandview Research :-
https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/renewable-energy-market
Energy Transition : A Significant Structural Change in an Energy System :-
https://photos.app.goo.gl/Qnj3eGJobkzRHx7a9
The Renewable Energy & How to Save the World Documentary :-



















