แม้ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านคงรอไทม์มิ่งทางการเมืองหลายอย่าง
เช่น รอมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่นัดลงมติชี้ขาดคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน เพื่อรอดูว่า กกต.จะมีมติในคดีนี้อย่างไร จะมีการส่งคำร้องไปศาลฎีกาโดยยึดสำนวนอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีมติให้เอาผิดคนที่เกี่ยวข้องรวม 229 ชื่อที่มีชื่ออนุทิน นายกฯ ด้วยหรือไม่ โดยไม่ว่าอนุทิน รอดหรือไม่รอด ฝ่ายค้าน ก็สามารถอภิปรายอนุทินในคดีฮั้วสว.ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
รวมถึงการรอฟัง ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ที่ศาลรธน.นัดอ่านคำวินิจฉัยในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย. ปลายเดือนนี้ เพราะหากเกิดศาลรธน.วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ-ต้องให้ กกต.ไปจัดการเลือกตั้งใหม่ แบบนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ เท่ากับ สส.ทั้งสภาฯ ก็หายวับไปหมด ฝ่ายค้านก็สิ้นสภาพเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จับกระแสการเมืองตอนนี้พบว่าส่วนใหญ่เชื่อว่า ผลคำวินิจฉัยของศาลรธน. น่าจะออกมาในทางที่ให้สภาฯ ไปต่อได้ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ แต่จะใช่แบบนั้นหรือไม่ ก็ต้องรออีกร่วมสามสัปดาห์ ถึงตอนนั้นต้องมาดูกันอีกทีว่ากระแสการเมืองและแนวโน้มคำตัดสินของศาลรธน.จะออกมาแบบไหน

ทำให้ยังไง แนวโน้มการยื่นญัตติซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงไม่เกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยหากคดีบัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.เสียงข้างมากยกคำร้อง สภาฯ ยังอยู่ต่อ ก็ทำให้ หลังจากนั้น ฝ่ายค้านถึงค่อยมาตั้งหลักคุยจริงจังว่าจะเอาอย่างไร จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไหน จะมีรัฐมนตรีโดนอภิปรายกี่คน ซึ่งความชัดเจนตรงนี้ ในการที่ฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอก แนวโน้มน่าจะไปโน่นเลยช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ที่ถือว่าจังหวะกำลังดี
ซึ่งเมื่อดูจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา ก็ชัดเจนว่า แนวโน้มฝ่ายค้านจะไม่ยื่นซักฟอก อนุทิน ในฐานะนายกฯ และรมว.มหาดไทยคนเดียว แบบยุคที่พรรคประชาชนยื่นอภิปราย แพทองธาร ชินวัตรคนเดียว เพราะกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำพรรคประชาชนประกาศแล้วว่า ตอนนี้จองกฐินซักฟอก จดชื่อไว้ในบัญชีดำแล้วสองคนคือ อนุทิน นายกฯ และรมว.มหาดไทยกับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ
ที่ทางการเมืองก็ถือว่ามาถูกทาง ไม่ผิดคาด เพราะหากฝ่ายค้านจะทิ่มรัฐบาลสีน้ำเงิน เพราะรู้ดีว่าล้มในสภาฯ ยาก เพราะเสียงสู้สส.รัฐบาลไม่ได้ จึงต้องเน้นการซักฟอกเพื่อเปิดแผล ไล่ถล่ม เพื่อทำให้เสียเครดิต และเป้าหมายนี้ จะต้องทุบไปที่ อนุทิน ในฐานะนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และไชยชนก ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่องดวงใจเนวิน ตามปฏิบัติการ “ทุบระบอบสีน้ำเงิน”
เพราะจะว่าไปแล้ว อภิปรายไปที่สองคนนี้ แบบหนัก ๆ ใส่ไม่ยั้ง ยิ่งถ้าข้อมูลแน่นจริง ถึงรัฐบาลไปต่อได้ เพราะชนะเสียงโหวตไว้วางใจ แต่หากข้อมูลฝ่ายค้านดี หลักฐานดี อภิปรายคมกริบ นำเสนอได้ดี รัฐบาลก็อาจรวนได้เช่นกัน หากอนุทิน-ไชยชนก โดนทุบจนอ่วม
ซึ่งในส่วนของอนุทิน ก็คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า เรื่องหลัก ๆ ที่จะโดน ก็เช่น การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ในทำนองมีคนใกล้ชิดนายกฯ เกี่ยวข้อง มีการตัดตอนช่วยเหลือคนการเมืองในพรรคสีน้ำเงินและบิ๊กข้าราชการที่แนบแน่นกับสายบุรีรัมย์ รวมถึงกรณีอนุทิน มีชื่ออยู่ในสำนวนคดีฮั้ว สว. และอื่น ๆ เช่น การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดล้มเหลวเช่นการแก้ปัญหาภาคใต้ ที่ยังไม่ดีขึ้น ,การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่เน้นพวกพ้องสีน้ำเงินให้เติบใหญ่ได้ตำแหน่งสำคัญ เป็นต้น

ส่วน ไชยชนก รมว.ดิจิทัลฯ หลัก ๆ ก็คงเป็นเรื่องโครงการ TH-AI Passport ที่จะโยงถึงเครือข่ายธุรกิจใกล้ชิด “กลุ่มลูกเทพ” ตลอดจนกรณีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.โดยตรงรวมถึงบิดา เนวิน ชิดชอบ ซึ่งทั้งสองคนมีชื่ออยู่ในสำนวนของอนุกกต.ชุดที่ 26 เป็นต้น
โดยก่อนที่ศึกซักฟอกจะระเบิดขึ้น พบว่า “อนุทิน-ภูมิใจไทย” มีการปรับกระบวนยุทธ์รับมือพอสมควร เช่น การกระชับความสัมพันธ์กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยการ นัดหมายกินข้าวแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.ที่คฤหาสน์ของอนุทินย่านบางนา-ตราด แต่สุดท้ายต้องเลื่อนออกไปก่อน เพราะมีภารกิจด่วน หรือการที่อนุทิน เปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาล จาก ดร.รัชดา ธนาดิเรก มาเป็น นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ภราดร ปริศนานันทกุล) แล้วก็ให้ ดร.รัชดา ไปเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีแทน นพ.เอกภพ ที่ก็เป็นตำแหน่งเดิมตอนสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งในเชิงการเมืองก็คือการที่ เปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองต่อจากนี้ เพราะบทบาทที่ผ่านมาของ ดร.รัชดา ยังไม่ค่อยรุกในเชิงทางการเมืองเท่าที่ควร โดยเฉพาะการตอบโต้-ชี้แจงประเด็นทางการเมือง ที่ยังไม่ถึงลูกถึงคน ไม่กล้าชนกับฝ่ายค้านแบบเต็มเหนี่ยว จึงต้องใช้หมอเอก มาปะ-ฉะ-ดะ แทน จะได้ทันเกมการเมือง ในช่วงก่อน-หลังศึกซักฟอก
ขณะเดียวกันประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายรัฐบาล เช่น ทุจริตสอบท้องถิ่น ก็พบว่ากระทรวงมหาดไทย-รัฐบาล ก็พยายามปิดจุดอ่อน-ตัดเกม เพื่อทำลายน้ำหนักฝ่ายค้าน เช่น การเร่งเดินหน้าเพิกถอนรายชื่อผู้ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น 3,868 ราย จากยอดทุจริตรวม 5,925 คนที่มีผลแล้วเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยังไม่มีรายงานว่า ผู้ถูกเพิกถอนฯ มีใครไปยื่นอุทธรณ์หรือฟ้องร้องคดีที่ศาลปกครองแต่อย่างใด ที่ก็แสดงให้เห็นว่า คนที่ถูกเพิกถอนส่วนใหญ่รู้ตัวว่าทุจริตจริง
การทำตรงนี้ ทำให้ อนุทิน-มท.1 ก็จะเอาไปยันฝ่ายค้านได้ว่า มีการเดินหน้าสอบสวน-เอาผิด กับเครือข่ายทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างจริงจัง แต่ส่วนว่าฝ่ายค้านจะมีหลักฐานว่า คนใกล้ชิดตนเองหรือบิ๊กมหาดไทยคนไหนที่เป็นเครือข่ายสิงห์น้ำเงินแล้วเกี่ยวข้องด้วยแต่ยังไม่ถูกลงโทษ ก็เป็นงานหนักของฝ่ายค้านเหมือนกันในการต้องหาหลักฐานมาแสดงกลางสภาฯ คงจะพูดลอย ๆ ไม่ได้

นอกจากนี้ฝ่ายรัฐบาล ก็มีอาวุธคอยเบรกเกมของฝ่ายค้านอยู่ในมือ ที่คงไม่ใช่แค่การที่ “สมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ถูกดีเอสไอเข้าตรวจสอบกรณีอาจเข้าข่ายเป็น นอมินี ให้คนต่างชาติถือครองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต หลังมีข่าวว่า ดีเอสไอตั้งข้อสงสัยกรณีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทนิติบุคคลหลายแห่ง โดยอาจทำหน้าที่เป็น นอมินี (ตัวแทน) ถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แทนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน
หลังก่อนหน้านี้ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็โดนคดีดีเอสไอ แจ้งข้อกล่าวหาในคดี Forex หลังออกมาตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport
ซึ่งก็ไม่แน่ ก่อนศึกซักฟอก หรือระหว่างศึกซักฟอก กำลังดำเนินอยู่ในสภาฯ ก็อาจมีข่าวออกมาทำนอง ดีเอสไอตรวจสอบพบสส.พรรคประชาชน อีกบางคน ทำอะไรบางอย่างที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อดิสเครดิตพรรคประชาชน ทำลายน้ำหนักการตรวจสอบรัฐบาล มันก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ทั้งหมด คือกระบวนท่าของอนุทิน-รัฐบาลสี
………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















