‘ดร.การดี’สับ AI Pass–TH-AI Passport ชี้โมเดลล้าหลัง–เสี่ยงทำคน‘โง่ฉับพลัน’!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ดร.การดี” ชำแหละโครงการ AI Pass – TH-AI Passport สับโมเดลล้าหลังเสี่ยงทำคนไทยเกิด “ภาวะโง่ฉับพลัน” หวั่นสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคล-ล็อกสเปกประมูล จี้ สดช. ตั้งเป้าตัวชี้วัดความคุ้มค่า


เมื่อวันที่ 5 ก.ย.69 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงผลสรุปจากการจัดเสวนา “จิบเบียร์ เคลียร์ AI” โดยสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อาทิ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ และตัวแทนจากสมาคมแพลตฟอร์มดิจิทัล มาร่วมทดสอบระบบและวิเคราะห์โครงการ “AI Pass” และ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หลังเปิดตัวและใช้งานจริงได้ 5 วัน โดยพบข้อกังวลสำคัญใน 3 ประเด็นหลัก ทั้งด้านคุณภาพโมเดล ธรรมาภิบาลข้อมูล และความคุ้มค่าของงบประมาณ

ข้อกังวลที่ 1 โมเดลฟรีคุณภาพต่ำ เสี่ยงเกิดภาวะ “โง่ฉับพลัน”
ดร.การดี กล่าวว่า จากการทดสอบระบบอย่างเป็นทางการของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าคุณภาพของผลลัพธ์ (Output) ที่ส่งมอบกลับมายังน่าผิดหวัง และไม่ใช่ความเห็นทางการเมืองแต่เป็นข้อเท็จจริงทางเทคนิค โดยเฉพาะการเลือกใช้โมเดลฟรีตั้งต้น (Default) เช่น Gemini 1.5 Flash (หรือรุ่นปรับลดความสามารถ) ที่ล้าหลังและไม่ฉลาดพอ รวมถึงการจำกัดโควตาใช้งานเพียง 20–50 พรอมต์ต่อวัน ซึ่งน้อยเกินกว่าจะนำไปใช้งานเพื่อเพิ่มผลผลิต (Productivity) ได้จริงในเชิงธุรกิจหรือ SMEs



“หากรัฐบาลอ้างว่าเพราะเป็นของฟรีจึงได้คุณภาพเท่านี้ ก็ไม่ควรทำตั้งแต่แรก เพราะเงินที่ใช้คือภาษีประชาชน ไม่มีอะไรฟรีในโครงการนี้ การใช้แชตบอตแบบตื้นๆ นอกจากจะไม่ช่วยพัฒนาทักษะดิจิทัลแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังหวั่นว่าจะเกิด ภาวะทักษะถดถอย หรือ ภาวะโง่ฉับพลัน เพราะประชาชนอาจหลงเชื่อข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากโมเดลที่ไม่ฉลาดพอ”ดร.การดี กล่าว
.
ดร.การดี กล่าวต่อว่า การเกณฑ์ ครู ข้าราชการ และนักเรียนเข้ามาใช้งานระบบที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ อาจเข้าข่ายการครอบงำทางสติปัญญาของประชาชน พร้อมเสนอแนะให้รัฐเปลี่ยนวิธีคิดจากการแจกโควตาแบบ “หารเท่า” 5 ล้านคน มาเป็นการแบ่งกลุ่มการใช้งาน (Use Case) ให้ตรงจุด เช่น กลุ่ม SMEs, Startup หรือการอบรมครูก่อนจะนำไปใช้กับเด็กนักเรียน
.
ข้อกังวลที่ 2: ธรรมาภิบาลข้อมูล-สุ่มเสี่ยงละเมิด Privacy และ Vendor Lock-in ในประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance)
.
ดร.การดี ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อกำหนดเงื่อนไขการจ้าง (TOR) พบระบุชัดเจนอย่างน้อย 2 ครั้งว่า “ต้องสามารถรายงานการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้” ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะระบบมีการเชื่อมโยงกับเลขบัตรประชาชนและที่อยู่ ต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไปที่เชื่อมโยงเพียงอีเมล ทำให้สามารถสืบค้นย้อนกลับ (Data Traceability) ไปถึงข้อมูลครอบครัวของผู้ใช้ได้ จึงต้องการคำอธิบายจากภาครัฐว่านำข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้ไปใช้ทำอะไร และจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือใช้สร้างอคติ (Bias) ทางความคิด
.
พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงดีอีและสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กรณีเคยระบุว่าโครงการนี้จำเป็นต่อการสร้าง “National LLM” (โมเดลภาษาขนาดใหญ่แห่งชาติ) แต่กลับไม่พบข้อกำหนดดังกล่าวใน TOR จึงอยากให้ชี้แจงแผนงานที่ชัดเจน รวมถึงดักคอเรื่องกระบวนการ “Vendor Lock-in” หรือการล็อกสเปกประมูลในอนาคต หากมีการกำหนดเงื่อนไขใน TOR งวดถัดๆ ไปว่า ผู้รับจ้างต้องเคยมีฐานข้อมูลประชาชนมากกว่า 3-5 ล้านคนขึ้นไป
.
ข้อกังวลที่ 3 ไร้ตัวชี้วัดความคุ้มค่า (KPI) ที่จับต้องได้
.
ดร.การดี กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ควรวัดความสำเร็จของโครงการเพียงแค่ตัวเลขจำนวนผู้ลงทะเบียนครบ 5 ล้านคน เพราะนั่นเป็นเพียงตัวชี้วัดทางการตลาด แต่ควรกำหนดเป้าหมายการยกระดับทักษะ AI ของประเทศให้ชัดเจน (Baseline) เช่น อัตราการเข้าถึง AI ในภาคการเกษตร โรงงาน หรือบุคลากรทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินงบประมาณของแผ่นดิน
.
ในช่วงตอบคำถามผู้สื่อข่าว ประเด็นที่ระบบเจนเนอเรตข้อมูลผิดพลาด เช่น สั่งสร้างภาพนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่กลับได้ภาพของนายเศรษฐา ทวีสิน ดร.การดี ชี้ว่าเป็นเพราะระบบใช้โมเดลรุ่นเก่า และเมื่อนำอีเมลใหม่ที่ไม่เคยใช้งาน (Clean Slate) ไปทดสอบป้อนพรอมต์เดียวกันเปรียบเทียบระหว่างระบบของรัฐกับแพลตฟอร์มทั่วไป ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันอย่างมาก
.
ส่วนกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอ้างว่า “ระบบกำลังอยู่ในช่วงการเรียนรู้” ดร.การดี กล่าวว่า สร้างความสับสนอย่างมาก เพราะรัฐระบุว่าเป็นการ “เช่าใช้” ระบบอย่าง GPT หรือ Gemini ซึ่งโมเดลระดับโลกเหล่านี้ถูกเทรนมานานแล้ว หากบอกว่าต้องรอให้ระบบเรียนรู้ แปลว่ารัฐกำลังสร้างตัวกลาง (Proxy) ขึ้นมารับข้อมูลเพื่อเทรนข้างในอีกชั้นหนึ่งหรือไม่ ซึ่งจะย้อนกลับไปสู่ข้อสงสัยเรื่องใครเป็นเจ้าของทรัพย์สินข้อมูลมหาศาลนี้
.
เมื่อถามถึงคุณภาพของคอร์สเรียนออนไลน์ในระบบ THAi Passport ดร.การดี ระบุว่า จากการทดสอบเรียน 3-4 คลิป พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นระดับพื้นฐานที่หาอ่านได้ทั่วไป แต่มีบางคลิปสั้นที่มีลักษณะ “อวยโครงการ” จนดูแล้วรู้สึกขนลุกและเขินแทน พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการส่งข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่อ่อนไหวเข้าไปในระบบ AI
.
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะทั้งหมด ได้แก่ 1. การปรับปรุงโมเดลตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 2. การเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การทำ Dashboard วัดผลความคุ้มค่า ดร.การดี จะนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ. DE) ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับปรุงโครงการให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img