วัดชะตากรรม“เอสเอ็มอีไทย” ได้หายใจต่อ… หรือพอแค่นี้!!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ต้องยอมรับว่า เวลานี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเติบโตช้าเท่านั้น แต่กำลังหยั่งรากลึกลงไปถึงระดับฐานราก ทั้งบรรดารากหญ้ารากแก้ว ทั้งเอสเอ็มอี ที่เป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญ

แม้จะมีมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เข้ามาช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจไทยเพลี่ยงพล้ำไปมากกว่านี้ แต่ในเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” แล้ว ประชาชนคนไทยก็ยังเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการคาดการณ์กันว่า ในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ จะถือเป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยว่า จะเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องหรือสะดุดลงอีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปัญหาการเมือง” ที่กำลังก่อหวอดก่อตัวขึ้นในสารพัดปัญหา ที่รัฐบาลต้องแก้ไขและหาทางสงบศึกสงบไฟในแต่ละเรื่องลงไปให้ได้

เหนือสิ่งอื่นใด ปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก็ยังเป็นแรงเหวี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยไม่น้อย โดยเฉพาะที่สะท้อนออกมาในเรื่องของราคาน้ำมัน หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไปอีก โอกาสที่น้ำมันจะทะยานพรวดพราดก็มีไม่น้อยเช่นกัน

ดังนั้นภาพใหญ่ของเศรษฐกิจในเวลานี้ ยังไม่นิ่ง ยังไม่สามารถสบายใจหรือไว้วางใจได้ เพราะมีสารพัดปัจจัย ที่เข้ามากดดัน และที่ไม่สามารถวางเฉยได้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ “เอสเอ็มอี”

อย่าลืมกันทีเดียวว่า… เอสเอ็มอีไทย มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่งยวด เพราะมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน หรือ 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แถมยังสร้างมูลค่าคิดเป็น 35% ของจีดีพีอีกต่างหาก

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กระดูกสันหลังสำคัญเช่นนี้ กำลังอ่อนระโหยโรยแรง และแห้งตายลงไปทุกวัน เพราะไม่มีเงินไม่มี “สินเชื่อ” เข้ามาหล่อเลี้ยงนานถึง 4 ปีแล้ว

ส่วนพวกที่เกิดใหม่ ก็ล้มหายตายจาก เปิดมา 10 ปี ก็โบกธงขาวยอมแพ้ พากันปิดตัวเองไปมากกว่าครึ่งนึงทีเดียว พอผ่านมาได้เสี้ยวนึงของศตวรรษ ก็เหลือชีวิตรอดอยู่เพียงแค่ 30%

แถม…ยังมีเรื่องของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่ว มีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นในรูปแบบของ “เค-เชป” โดยเฉพาะพวกที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ยังถูกบรรดานายแบงก์ปฎิเสธการให้เงินกู้เข้าอีก หรือไม่ก็ต้องเสี่ยงกับดอกเบี้ยที่แพงกว่าปกติ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่า

เท่านี้ก็ยังไม่พอ! ยังมีเรื่องของ “หนี้เน่า” เข้ามาผสมเข้าให้อีก โดยหนี้เน่า-หนี้เสียของเอสเอ็มอี ทะยานมากถึง 9-9.5% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่จะมีหนี้เสียเพียงแค่ 2% เท่านั้น

เมื่อปัญหาบังเกิดเช่นนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ซึ่งในส่วนของ “แบงก์ชาติ” เอง ก็บอกไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่สามารถช่วยทุกคนได้แน่

ทุกวันนี้ จากข้อมูลสนับสนุน พบว่า มีเอสเอ็มอี 38% ที่มีกำไรและยังคงเติบโตได้ ซึ่ง “แบงก์ชาติ” ได้ให้ความสำคัญเป้าหมายนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

นั่นหมายความว่า…พวกที่เหลืออยู่ก็ต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรน กัดฟัน ช่วยเหลือตัวเองให้รอดไปก่อนเท่าที่จะทำได้ หากมีแรงสู้ต่อได้ แต่ถ้าหมดแรง ก็ต้องถอดใจ ทำใจ เหี่ยวแห้ง ถดถอยไปเรื่อย ๆ

เพราะ “สินเชื่อ” เปรียบเสมือน “ออกซิเจนของธุรกิจ” เมื่อธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ก็ไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ไม่มีเงินจ่ายค่าแรง ไม่มีเงินลงทุนในเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี และท้ายที่สุดอาจไม่มีเงินเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อ แม้ยังมีตลาดและยังมีโอกาสทางธุรกิจก็ตาม

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “เอสเอ็มอี” ไม่ดีพอที่จะกู้…เพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามกลับว่า “ระบบสินเชื่อ” ปัจจุบันยังออกแบบมาเหมาะกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปแล้วหรือไม่

แล้วจะทำอย่างไร? ให้ “เอสเอ็มอี” ที่ยังมีศักยภาพ กลับมามีโอกาสเข้าถึง “สินเชื่อ” อีกครั้ง เพราะต้องยอมรับว่า “เอสเอ็มอี” ที่มีปัญหาหนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกธุรกิจไปต่อไม่ได้

แม้ล่าสุด “แบงก์ชาติ” ได้พยายามใช้กลไกใหม่เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งการใช้แพลตฟอร์มศูนย์กลางเอสเอ็มอี เครดิต พอทัล ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางจับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีมีศักยภาพที่ต้องการสินเชื่อ กับสถาบันการเงิน

รวมไปถึง การใช้กลไกการค้ำประกันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เงินของรัฐ แต่นำเอาเงินที่บรรดาแบงก์ต้องส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (เอฟไอดีเอฟ) เข้ามาสนับสนุน และการใช้ระบบฐานข้อมูล “ดาต้า บูโร” หรือนำเอาเรื่องการเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ มาประเมินความสามารถในการชำระหนี้

แต่การใช้กลไกเหล่านี้ “แบงก์ชาติ” ออกตัวไว้ก่อนแล้วว่า จะพุ่งเป้าไปที่ “เอสเอ็มีที่มีศักยภาพก่อน” ซึ่งก็มีไม่ถึงครึ่งนึงของเอสเอ็มอีทั้งหมด

ปัญหาใหญ่ จึงอยู่ที่ว่า แล้ว “เอสเอ็มอี” ที่เหลือจะทำอย่างไร? แน่นอน การปรับตัวเอง คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็ต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประคับประคองด้วยเช่นกัน

เพราะ! อย่าลืมว่า เวลานี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจ การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ประกอบการในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับธุรกิจจากทั่วโลก ขณะที่เทคโนโลยีเอไอ การค้าออนไลน์ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนกติกาทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว

หาก “เอสเอ็มอีไทย” ไปไม่รอด…ก็ถือเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่จะฉุดให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ หัวคะมำ ตามไปด้วยเช่นกัน!

…………………………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img