“เทพไท” ดักคอคดีฮั้ว สว. “อย่าอ้างพยานกลับคำให้การ” เพื่อปิดคดี ชี้คดีมีพยานบุคคลหลายคน-พยานเอกสาร-เส้นทางการเงิน-ข้อมูลโทร. จี้ “กกต.” ต้องดูว่า “พยานกลับคำรายนี้” ทำไมถึงมากลับคำภายหลัง มีผลประโยชน์แฝงอะไร มีดีลล็อบบี้แลกอะไรกันหรือไม่ เชื่อผลคดี 14 ก.ย.นี้ คือบทพิสูจน์ “กกต.” จะสาดน้ำมันในกองเพลิงหรือไม่ เพราะมีผลกระทบต่อกระแสสังคมและการชุมนุมของมวลชน
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืออิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นเรื่อง “อย่าอ้างเหตุพยานกลับคำให้การ เพื่อเป่าคดีฮั้ว สว.” มีรายละเอียดว่า…“มีการปล่อยเอกสาร เกี่ยวกับการกลับคำให้การของพยานปากเอก กรณีพยานรหัส 16 ซึ่งเป็นอดีต สส.พรรคภูมิใจไทย มีการพูดถึงการกลับคำให้การของพยานปากนี้ โดยอ้างว่า ที่ได้ให้การไปในครั้งแรก เพราะถูกข่มขู่และมากลับคำให้การในภายหลัง ซึ่งถ้าดูจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ต้องการให้มีการยกฟ้องคดีฮั้ว สว. ตามความเห็นของอนุกรรมการฯชุดที่ 36 พยายามที่จะอ้างการถูกข่มขู่พยานปากนี้ เพื่อจะยกคำฟ้องทั้งหมด
สำหรับส่วนตัวเห็นว่า คดีฮั้ว สว.มีพยานหลายคน ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร มีเส้นทางการเงิน มีใบเสร็จ มีข้อมูลการโทรศัพท์เป็นจำนวนมาก การกลับคำให้การของพยานเพียง 1 คน ไม่สามารถจะไปยกคำร้อง หรือสั่งไม่ฟ้องได้ทั้งหมด เว้นแต่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จะอ้างเหตุเพื่อที่จะสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด โดยนำเอาการยื่นหนังสือของพยานปากหนึ่ง ที่อ้างว่าได้รับการข่มขู่ และกลับคำให้การมาให้การใหม่ ซึ่งต้องการใช้เหตุผลจากการกลับคำให้การของพยานคนนี้ มาเป็นเหตุผลในการสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด
ในเรื่องนี้ กกต.ควรไปดูข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า คำให้การของพยานปากนี้ในครั้งแรก มีเหตุผลอะไรที่ได้ให้ปากคำ หรือให้การไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนได้บันทึกปากคำไว้ และมีเหตุผลใด ที่มากลับคำให้การในภายหลัง มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ หรือมีสิ่งโน้มน้าวจิตใจอะไร ให้กลับคำให้การหรือไม่ และกลับไปดูประวัติของพยานปากนี้ว่า ที่ผ่านมาเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคการเมืองใดบ้าง เปลี่ยนพรรคสังกัดมาแล้วกี่พรรค และกำลังต้องคดีอะไร มีเงื่อนไขต่อรองในเรื่องคดีหรือไม่ หรือได้รับการล็อบบี้ต่อรองแลกกับการช่วยเหลือด้านคดีหรือไม่
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถ้าหาก กกต. อยากจะหาข้อเท็จจริง ก็สามารถจะสอบได้ และไม่ควรที่จะเอาเรื่องพยานกับคำให้การเพียงหนึ่งคนมาเป็นเหตุผล หรือเป็นประเด็นที่จะยกฟ้องทั้ง 229 คน และการนำเอาเหตุผลของพยานปากนี้มาเป็นประเด็นหลัก ก็เพียงเพื่อจะตัดตอนไม่ให้ถึงตัวการฝ่ายการเมือง หรือไปเกี่ยวโยงกับคดียุบพรรคหรือไม่
จึงฝากให้ทุกฝ่ายได้จับตาดูว่า ผลการวินิจฉัยของกกต.ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะออกมาในในรูปแบบใด และการตัดสินใจของ กกต.ในการลงมติคดีฮั้ว สว.ครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผลกระทบต่อกระแสสังคมและการชุมนุมของมวลชน เพียงแต่ กกต.จะสาดน้ำมันลงในกองเพลิงหรือไม่ คือจะเพิ่มมวลชนให้กับม็อบ โดยผลการประชุมของคณะกรรมการเลือกตั้งชุดนี้หรือไม่ จะต้องจับตาดูกันต่อไป”



















