เปิดฉากมาต้นสัปดาห์นี้ การเมืองก็ร้อนแรงเลย เพราะแวดวงการเมืองต่างเฝ้าติดตามกันอยู่ข่าวเดียวเลยคือ “มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ที่จะลงมติตัดสินคำร้อง “คดีฮั้ว สว.” กันในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้
ข่าวบางกระแสบอกว่า กกต.อาจจะนัดประชุมกันช่วงสายคือประมาณ 10.30 น. เพื่อให้เสร็จก่อนเที่ยง แต่ข่าวบางกระแสบอกว่า อาจจะเป็นช่วงบ่าย เริ่ม 13.30 น.เป็นต้นไป
ส่วนความเป็นไปว่า สุดท้าย กกต.จะปอดแหก ไม่กล้าลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ แล้วใช้วิธีเลื่อนออกไปอีก โดยอ้างว่า ขอหาพยานหลักฐาน-ข้อมูลเพิ่มเติม เพราะสำนวนที่มี ข้อมูลที่ได้มา…ยังไม่สมบูรณ์
คำตอบก็คือ ถ้า กกต.จะใช้วิธี ซื้อเวลา-หนีปัญหาไปเรื่อย ๆ มันก็ทำได้ แต่จะเสียหายหนักมาก เพราะข่าวเรื่อง กกต.นัดลงมติ 14 ก.ย. เป็นข่าวที่ออกมาอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน กกต.ผ่านเอกสารข่าวของสำนักงาน กกต. ไม่ใช่ข่าวทำนอง “รายงานข่าว” หรือ “แหล่งข่าวกล่าวว่า” แต่อย่างใด
อันหมายถึงมันคือ คำมั่นสัญญาแล้วว่า กกต.จะให้สะเด็ดน้ำ 14 ก.ย.หลังจากการเลือก สว.เสร็จสิ้นไปเมื่อ 26 มิ.ย.2567 คือผ่านไปร่วม 2 ปีเศษ ที่ก็ถือว่ากินเวลาไปมากพอแล้ว และที่ผ่านมา ก็มีปัญหาข้อร้องเรียน-ข้อมูลอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับฮั้ว สว.ออกมามากมาย ผสมกับแรงกดดันทางการเมืองออกมาเป็นระลอก

ดังนั้น หาก กกต.จะเลื่อนไม่ลงมติ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับ กกต.อย่างมาก ความเชื่อมั่น ความเชื่อถือจากสังคม จะตกต่ำมาก ทุกฝ่ายจะมองตรงกันหมดว่า กกต.ซื้อเวลา หนีปัญหา ไม่มีความกล้าหาญในการตัดสิน
เชื่อว่า “7 กกต.” ก็รู้ดี หากให้ประเมิน ก็เชื่อว่า 14 ก.ย.นี้ “กกต.” ลงมติออกมาแน่ ๆ ไม่มีเลื่อน
พบว่า ช่วง 2-3 วันสุดท้าย หลายฝ่ายก็ออกมากดดัน กกต.อย่างหนัก เช่น พฤหัสบดีที่ 10 ก.ย. ฝ่ายค้านใช้เวทีประชุมสภาฯ ตอนอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 วาระสอง ในช่วงพิจารณางบของสำนักงาน กกต. ก็ใช้เวทีดังกล่าวถล่ม กกต.แบบใส่ไม่ยั้ง
ถัดมาวันรุ่งขึ้น ศุกร์ที่ 11 ก.ย. พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะตามหลัง พรรคประชาชน ในเรื่องการติดตามตรวจสอบคดีฮั้ว สว. แต่ก็ไม่ยอมตกขบวน ก็ให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค เปิดที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ จี้ กกต.ต้องส่งคำร้องไปศาลฎีกาสถานเดียว!
“กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่า ใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 ก.ย.นี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต. ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือสองมาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
หากวันที่ 14 ก.ย.นี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว.สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำ
และวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน เป็นประธานฯ ก็จัดเสวนาเรื่อง “วิกฤตศรัทธา (สภา) สูง โอกาสและความท้าทายในการเมืองไทย” โดยพบว่า วิทยากรที่มาร่วมงานต่าง ก็มีแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน-ฝ่ายค้านทั้งหมด คือ ต้องการให้ กกต.ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ มันจึงเป็นเวทีซึ่งจัดกันที่รัฐสภา เพื่อกดดัน กกต.อีกหนึ่งเวที
อย่างเช่นความเห็นของ “โคทม อารียา” อดีต กกต. ที่ไปร่วมขึ้นเวที ซึ่งกล่าวว่า ”อยากเห็นเจตนารณ์ปกป้องความถูกต้อง ต้องส่งสำนวนไต่สวนเท่าที่เห็นว่าเรียบร้อยไปศาลฎีกา ทางที่ควรออกคือ นำสำนวนของอนุกรรมการฯที่ 26 หากเชื่อได้เพียง 10% ขอให้ส่งศาล หากไม่ส่ง เรื่องอาจบานปลาย” เป็นต้น
และในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. กลุ่มไอลอว์ รวมถึงแนวร่วมต่าง ๆ เช่น พรรคประชาชน ก็นัดหมายทำกิจกรรมรวมตัวกันหน้าหอศิลปกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เพื่อต้องการแสดงพลังและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้ กกต.ส่งคำร้องไปศาลฎีกาเอาผิดหมด 229 รายชื่อ
ทั้งหมด จะเห็นได้ถึงความพยายามเลี้ยงกระแสข่าวเรื่องคดีฮั้ว สว.ให้อยู่ในความสนใจของสังคมไปจนถึงวันที่ กกต.ลงมติ 14 ก.ย.นี้
แน่นอนว่า มองอีกทางหนึ่งมันก็คือ การกดดัน กกต.ไปในตัว โดยเฉพาะกับคำขู่จากบางฝ่าย เช่น พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า หากไม่ส่งคำร้องไปศาลฎีกาฯ กกต.จะโดนเช็คบิลเอาผิดให้ได้

ย้ำกันอีกรอบ แนวทาง-มติที่ประชุม กกต.ที่จะออกมา จะมีอยู่ 3 แนวทางคือ
หนึ่ง-กกต.มีมติส่งคำร้องไปศาลฎีกาทั้งหมด 229 รายชื่อ ตามสำนวนการสืบสวนไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต.ชุดที่ 26 ที่ก็หมายถึง จะมีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และแกนนำรัฐบาลภูมิใจไทยหลายคนก็จะโดนด้วยเช่น “เนวิน-ไชยชนก ชิดชอบ” 2 พ่อ-ลูก รวมถึงรัฐมนตรี ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะพวกที่เป็นกรรมการบริหารในช่วงที่มีการเลือก สว.เมื่อ มิ.ย.2567 ที่ก็พบว่า ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีในเวลานี้หลายคน อาทิ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย เป็นต้น รวมถึงพวกแกนนำ สว.เช่น “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ก็ไม่รอด
สอง-คือยกคำร้อง ไม่ส่งคำร้องไปศาลฎีกา และทำให้คดีฮั้ว สว.จบทันที ซึ่งแนวทางนี้ คือการยึดตามมติความเห็นของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 สูตรนี้ หาก กกต.มีมติออกมาแบบนี้ กกต.โดยเฉพาะ กกต.เสียงข้างมาก ก็จะต้องรับแรงเสียดทานการเมืองสูงตามมา รวมถึงการต้องเตรียมพร้อม หากฝ่ายค้าน ใช้ช่องทางเอาผิด กกต.ตามมา
สาม-ส่งคำร้องไปศาลฎีกา แต่ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ คนที่จะโดนจะเป็นพวก สว.บางคนที่ไม่ใช่พวก สว.สีน้ำเงินแท้ เป็นพวกเข้ามารวมกลุ่ม สว.สีน้ำเงินในช่วงหลัง รวมถึงพวกที่จะโดน ก็จะเป็นพวกที่มีเส้นเงินโยงถึงผู้สมัคร สว.ทำนองว่า มีการจ่ายเงินจ่ายทองให้ ที่ก็อาจจะเป็นพวกทีมงานนักการเมือง คนติดตามนักการเมือง ที่เป็นพวกนัดหมาย คอยประสานงาน คอยโอนเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ แต่พวกน้ำเงินแท้ นักการเมืองระดับบิ๊กในขั้วสีน้ำเงินจะรอดหมด ไม่มีชื่อถูกส่งไปศาลฎีกา
ถึงตอนนี้พบว่า กระแสส่วนใหญ่ ยังมองว่า กกต.น่าจะออกมาแนวทางที่สาม คือส่งไปศาลฎีกา แต่ส่งแค่บางส่วน เพราะแนวทางนี้ ปลอดภัยที่สุด ออกแนวกลาง ๆ แล้วชี้แจงกับสังคมว่า พวกที่รอด โดยเฉพาะ “บิ๊กการเมือง” เพราะพยานหลักฐานไม่ชัดเจน เป็นแค่พยานบอกเล่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ถึงออกมาสูตรนี้ ฝ่ายค้านก็ยังอาจไม่ยอม เพราะต้องการให้ส่งหมด 229 ชื่อ ก็ทำให้ฝ่ายค้านยังคงจะหาช่องทางเช็คบิลเอาผิด กกต.ต่อไปไม่เลิกรา
กระนั้น ก็เริ่มมีบางกระแสวิเคราะห์ว่า ก็ไม่แน่ กกต.อาจจะส่งหมดก็ได้ เพื่อโยนภาระการสู้คดีให้กับคนที่โดนส่งชื่อและให้เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาไปไต่สวนต่อไป แต่ก็มีการมองว่า หากออกสูตรนี้ ก็อาจทำให้ฝ่ายการเมืองขั้วน้ำเงินไม่พอใจ และ กกต.ที่ไปลงมติให้ออกมาแบบนี้ โดยเฉพาะพวกที่เข้าไปเป็น กกต.ในยุคสว.สีน้ำเงินเข้ามายึดวุฒิสภาแล้ว ก็อาจโดนตลบหลังเอาได้ หากเคลียร์กันไม่จบ
เรียกได้ว่า มติกกต.ไม่ว่าจะออกมาสูตรไหน แนวทางใด “กกต.” ก็เสี่ยงโดนตีขนาบทั้งขึ้นทั้งล่อง…อยู่ดี
……………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















