แกะรอยเส้นทางมูลนิธิเถื่อน“หวันโชติ” ฟอกเงิน“สมีโชติ-สีกาเอ๋”700ล้านบาท

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กรณีตำรวจกองบังคับการปราบปราม, ผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุม สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ คนสนิท ในคดีทุจริตเงินวัด

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดีเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมส่อทุจริตนำเงินของวัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตน เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่สืบสวนทางลับอย่างระมัดระวัง เนื่องจากวัดดังกล่าวเป็นที่เคารพศรัทธาของนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนจำนวนมาก

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบความผิดปกติอย่างชัดเจนใน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่ เงินจากการเช่าวัตถุมงคลมูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท และเงินบริจาคเพื่อบำรุงวัดมูลค่ากว่า 89 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 92 ล้านบาท ซึ่งไม่พบว่าถูกโอนเข้าบัญชีของทางวัดแต่อย่างใด

แต่กลับถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีของ “มูลนิธิหวันโชติ” ที่อดีตเจ้าอาวาสเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2568 ก่อนจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีส่วนตัวของตนเองและสีกาคนสนิท โดยมีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดเพื่อบังหน้า ทั้งที่มูลนิธิดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ออกใบอนุโมทนาบัตรเพื่อลดหย่อนภาษีได้

เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองราย คือ สมีโชติและสีกาเอ๋ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และสมคบกันฟอกเงิน ก่อนนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุดเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

ผลการตรวจค้นสร้างความตกตะลึง เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการแปรสภาพเงินทำบุญ ซุกซ่อนอยู่ตามกุฏิและบ้านพักรวมมูลค่ากว่า 720 ล้านบาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของอดีตเจ้าอาวาสกว่า 498 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 200 กว่าล้าน เป็นทรัพย์สินของฝั่งสีกาเอ๋

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตั้งสมมติฐานว่าการตั้งมูลนิธิหวันโชติขึ้นมาเมื่อปลายปี 2568 ของสมีโชติ อาจเลียนแบบกรณีวัดดังที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้า ที่จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อฟอกเงิน

ด้าน ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงของปุณยวีร์ ว่าเข้ามาเป็นโยมอุปถัมภ์ที่วัดตั้งแต่ปี 2550 และเคยตกเป็นบุคคลล้มละลายในปี 2562 ก่อนจะปลดล้มละลายในปี 2565

หลังจากนั้นกลับพบว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากและบ้านถึง 2 หลัง ทั้งที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธ โดยปุณยวีร์อ้างว่าทรัพย์สินได้มาจากการทำมาหากิน แต่ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินต่อเจ้าหน้าที่ได้

โดยขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวสมีโชติและสีกาเอ๋ไปฝากขังที่ศาลอาญาทุจริตภาค 1 พร้อมยื่นคัดค้านประกันตัวเพราะคดีมีอัตราโทษสูง สุดท้ายศาลไม่ให้ประกันตัว ทั้งตัวสมีโชติและสีกาเอ๋ เลยต้องนอนคุกไปยาวๆ ระหว่างการดำเนินคดีฉาวในแวดวงสงฆ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด

………….

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img