“ธงทอง”จี้กกต.ควรใช้มาตรฐานวิญญูชน ชี้คดีฮั้ว สว.-“สิริพรรณ”คาดฟ้องบางส่วน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ธงทอง” จี้ กกต.ใช้มาตรฐานวิญญูชน ชี้คดีฮั้ว สว. ลั่น หลักฐานแค่ควรเชื่อได้ ก็ต้องส่งให้ศาล “สิริพรรณ” คาด กกต.เลือกทางกลาง ฟ้องเพียงบางส่วน ด้าน “ประจักษ์” ซัด องค์กรอิสระเป็นยักษ์ถือกระบอง หากไม่ถ่วงดุลอำนาจ ไม่มีจะดีกว่า

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ​ กล่าวยอมรับว่า​ ตนเป็นผู้ทำคลอดกกต. เพราะอยู่ในสสร ปี 40 ซึ่งอาจจะใช้สำนวนไทยคำว่า​ “หนีเสือปะจระเข้” ซึ่งกระบวนการจัดการเลือกตั้ง อยู่ที่มหาดไทยมาแต่เดิม ซึ่งเป็นที่ระแวงสงสัย อยู่เสมอว่าในเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังอยู่แม้จะเกิดกรณียุบสภา ยังรักษาการทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี และถ้ามีแววว่าเขาจะกลับมาอีก ขอให้ลองนึกว่า ข้าราชการประจำจะหวั่นไหวหรือมีความกังวล เพียงใด​ จริงอยู่ว่าในทางราชการรัฐมนตรีตั้งเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวง ไม่ได้รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ต้องยอมรับว่าความจริงสายสะดือนั้นผูกกันอยู่ ไปถึงกันได้ ซึ่งนั่นคือเสือตัวเก่า ที่ทำให้การเลือกตั้งนั้นมีปัญหา เพราะฉะนั้นในการทำรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็พูดถึง ว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการการเลือกตั้ง หรืออาจเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรก​ของใครที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง ที่ต้องการให้มีกลุ่มคน ที่มีความเป็นอิสระเป็นกลางเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่เราคิดในขณะนั้นไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนี้​ ไม่ใช่คนของคณะกรรมการจะไปทำทุกอย่างตั้งแต่ก.​- ฮ.เป็นเพียงการสอดส่องและวางแนวคิด แต่ไม่ได้ลงไปทำ แต่ท้ายที่สุดกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง ยังกล่าวว่า เป็นที่น่าสนใจว่าการเข้าสู่ตำแหน่งขององค์กรอิสระทั้งหลายในเวลานี้ ถูกกำหนดและโยงไปหาวุฒิสภา แต่หากวุฒิสภาไม่สามารถรักษาความเป็นกลาง และความเที่ยงธรรมไว้ได้​ องค์กร​อิสระก็ไป​ และหากพูดกันกับเพื่อนฝูงได้ดูภาพถ่ายทางอากาศตนว่าพอๆกันระหว่างป.ป.ช.​ กกต​ และศาลรัฐธรรมนูญ​ ว่าใครแพ้หรือชนะ ถ้าลองๆลงมาคือผู้ตรวจการแผ่นดินเพราะไม่ค่อยมีอะไรทำ จากความรู้สึกของตน ซึ่งไม่รู้ว่าผิดหรือถูก ศาลยุติธรรม ซึ่งไม่มีที่มายึดโยงใดๆกับวุฒิสภา ยังสามารถแสดงบทบาท แสดงความชัดเจนและมีความเชื่อมั่น กับผู้คนมากที่สุดในเวลานี้ และใครที่มาจากวุฒิสภาวดีง่อนแง่น​ในเวลานี้​ เป็นองค์กรที่ตรวจสอบองค์กรอื่นแต่นับวันการตรวจสอบองค์กรอิสระเองแทบจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นสถานการณ์จึงกลับไปที่ หนีเสือจากกระทรวงมหาดไทย แต่ปะจระเข้อยู่

ศาสตรา​จารย์​สิริพรรณ​ นกสวน​ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า​ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่คลอดกกต.เหมือนถูกทำแท้งไปแล้ว จากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีความต่างกัน คือกกต. จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ต้องได้รับการรับรองจากสว. จากที่อย่างน้อยมาจากการเลือกตั้งโดยตรง รักแต่กกตที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 มาจากสวที่ไม่ได้มีกระบวนการยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากการเลือกกันเอง ที่มีปัญหาและข้อครหา ถึงความโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตถึงการเลือก กันเองของสวในครั้งนี้ เป็นข้ออ้างของกกต. ที่ออกมาระบุว่ากำลังพลไม่พอ และโอนอำนาจการรับสมัคร ในขั้นตอนแรกไปให้มหาดไทย เพราะฉะนั้นนั่นไม่ใช่การหนีเสือปะจระเข้ แต่นั่นคือการรวมพลังระหว่างจระเข้และเสือ กลายเป็น”จระเสือ”

พร้อมกับมองว่าเป็นความหละรวมของกกต.ที่ไม่มีระเบียบ เป็นแนวทางเดียวกัน ในการกำหนดคุณสมบัติ เสื้อของผู้สมัครตั้งแต่เริ่ม หรืออาจใช้คำว่าปล่อยให้มีช่องโหว่ทางกฎหมาย ปล่อยให้กลุ่มเครือข่ายทางการเมืองสามารถระดมหรือชักชวน ผู้สมัครจำนวนมาก กลายมาเป็นผู้สมัครพลีชีพ

ศาสตรา​จารย์​สิริพรรณ​ ยังกล่าวถึงกรณีที่กกต. จะพิจารณาส่งฟ้องคดีฮั้วส.วในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ว่า​ เรากำลังมองให้กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ​ เพื่อเปิดประตูให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ไม่ได้คาดหวังว่ากกต.จะต้องเป็นผู้วินิจฉัย ความถูกผิดจนถึงที่สุด เพราะนั่นไม่ใช่อำนาจของกกต.​ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของผู้สมัคร​ ที่อาจมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ซึ่งกกตจะต้องชี้แจงให้ได้ว่าสีนี้เป็นเรื่องบังเอิญจริงหรือไม่ และอยากให้ 5 คำ ว่าในกระบวนการตัดสินใจมีอะไรบ้างที่จะใช้ในการประเมินกกต.​ คือกับความชัดเจนในการอ้างอิงข้อกฎหมาย ความสม่ำเสมอ ในการบังคับใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้กกต.เคยส่งคำร้องไปยังศาลถึงกรณีที่เชิญชวนผ่านไลน์ ซึ่งนั่นถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ​ และต้องมีความเท่าเทียมไม่ว่าผู้กระทำความผิดนั้นจะเป็นใคร ซึ่งก่อนหน้านี้กกต.แถลงว่า มีผู้สมัครที่รู้ตัวว่าขาดคุณสมบัติ และกกต.ก็วินิจฉัยให้มีความผิด ในฐานะที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี โดยส่วนตัวมองว่า แม้กฎหมายจะระบุเอาไว้ แต่เป็นการลงโทษในสัดส่วนที่เกินกว่าการกระทำความผิด และความคาดหวังของคนสังคมไทย ที่จะต้องมีความชัดเจนในวันจันทร์นี้ ซึ่งต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุมีผล ทำให้สังคมเชื่อได้ว่า ใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญนั้นกำหนด

​ รองศาสตราจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ในวันจันทร์นี้เดิมพันค่อนข้างสูง ไม่ใช่แค่สวหรือกกต แต่เดิมพันที่เกิดขึ้น คือเรื่องประชาธิปไตยไทย จะเสื่อมทรุดลงไปกว่านี้ หรือยังจะพอฟื้นฟูกลับมาได้ คำตัดสินและการตัดสินใจของกกต. จะมีนัยยะสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย โดยมองว่าเสาหลักของประชาธิปไตยไทยอ่อนแอลงทุกด้าน การเลือกตั้งจะต้องบริสุทธิ์เที่ยงธรรม การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ จะต้องเข้มแข็ง หลักนิติรัฐต้องเข้มแข็งไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ และสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนจะต้องมีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งทั้ง 3 เสาร์นี้กำลังเสื่อมทรุด หากย้อนดูการเลือกตั้งสสเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จริงๆก็ยังเต็มไปด้วยคำถามและข้อกังขา ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ทั้งบัตรเลือกตั้ง การนับคะแนน และอีกหลายเรื่อง ฉะนั้นการเลือกทั้งสภาล่างและสภาสูงมีปัญหาทั้งคู่ ผู้ที่ออกมาติดตามการคอรัปชั่นของรัฐกลับถูกฟ้องปิดปาก ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอกฎหมายตามช่องทางที่ถูกต้องถูกดำเนินคดี

พร้อมมองว่าหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจนั้นไม่ทำงาน เพราะองค์กรอิสระ และสว. ที่ควรจะทำหน้าที่ ไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารไม่ได้เกิดการถ่วงดุลแต่กลับเป็นฝ่ายเดียวกัน จึงเกิดกระแสสร้างองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่ 4 ขึ้นมา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลมากขึ้น เพื่ออย่างน้อยหากนิติบัญญัติ และบริหาร ฮั้วกันแล้ว เรายังมีศาลยุติธรรม และองค์กรอิสระขึ้นมา ซึ่งก็ยังสามารถทำหน้าที่ไปได้ ตนคิดว่าการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาในทิศทางที่ถูกต้อง หากถามว่าในวันนี้การมีองค์กรอิสระในทางหลักการดีหรือไม่ ตนยังคงยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ดี เราต้องมี แต่ถ้ามีองค์กรอิสระ เป็นอำนาจที่ 4 หรือการสร้างยักษ์ที่มีกระบอง ไม่ทำหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจ ไม่มีจะดีกว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าเรามีสภาพมีกลุ่มการเมืองเดียว​ ที่กุมทั้งอำนาจนิติบัญญัติและบริหาร และกุมมองค์กรอิสระ​ ไม่ได้ทำหน้าที่คุ้มครองประชาชนแต่กลับนำกระบอง คุ้มครองคนที่มีอำนาจอยู่แล้วให้ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น หรืออาจมองได้ว่ากลุ่มคนที่มีอำนาจสามารถคุมอำนาจ 3 ใน 4 เสาหลัก​ ใช้อำนาจในการประหัตประหารฝั่งตรงข้ามและประชาชน​ ในสถานการณ์ปัจจุบันทางรัฐศาสตร์เรียกว่า ความผุพังในเชิงสถาบันขององค์กรเหล่านี้​ คือ​ ประสิทธิภาพในการทำงานไม่มี ความไว้วางใจจากประชาชนไม่มี ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่าองค์กรเหล่านี้ จะทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม และเป็นกลาง การใช้อำนาจอย่างชอบทำหายไป คนไม่ศรัทธา​ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้หมายถึงสถาบันทางการเมืองนั้นเสื่อมลง และผลที่เกิดขึ้น คือองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ที่เป็นพื้นฐานของตนเอง​ ละทิ้งภารกิจ

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง ระบุอีกว่า มีความเป็นไปได้ อย่างน้อย 2 ทางในวันที่ 14 กันยายนนี้ เป็นในทิศทางที่เอกฉันท์และไม่เป็นเอกฉันท์​ หากเดาตัวเลข สมมุติว่าเป็น 5-2 เพราะ 7- 0 คง แล้วมาถามว่า 2 คนที่เห็นต่างนั้นไม่เป็นวิญญูชนหรือมีเหตุผลเลยหรือ การที่กฎหมายเขียนว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ได้หมายความว่าเบ็ดเสร็จสุดท้ายจะอยู่ที่กกต. เพราะถ้ายังสงสัยอยู่และมีหลักฐานเพียงพอเชื่อได้ในเบื้องต้น ก็ต้องส่งศาลฎีกา ตัวเลขวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ถ้าไม่ใช่ 7-0 ตนจะถามผู้ที่เป็นฝ่ายข้างน้อย และฝ่ายข้างมากก็ต้องอธิบายตนด้วยเช่นกัน และหวังว่าจะได้รับคำอธิบาย จากทั้ง 2 ตัวเลข ว่าคิดอะไร เพราะการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่น

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง​ ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่คาดหวังว่าจะเห็นจากกกต คือเหตุผลทางกฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญพยานหลักฐาน จะต้องนำมาหักล้าง เพราะเหตุใดจึงเชื่อไม่ได้ ซึ่งตนมีข้อเรียกร้อง คือโปรดใช้มาตรฐานอย่างวิญญูชนในการตัดสิน ถ้าคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์​ หรือไม่เป็นเอกฉันท์ต้องอธิบายถึงความเห็นที่ต่าง ว่าต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ประชาชนจะได้รับฟังว่า กกตได้ดูเรื่องนี้โดยรอบคอบแล้ว ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากลากไป และใช้เหตุผลทางกฎหมายที่รับฟังและพิสูจน์ได้

ขณะที่ศาสตราจารย์สิริพรรณ​ กล่าวว่า​ สำนวนที่กกตพิจารณามี 3 สำนวน คือสำนวนชุดที่ 26 คือส่งฟ้องทั้ง 229 คน 738 สว และ 198 คนที่เป็นนักการเมืองหรืออื่นๆ สำนวนที่ 2 ก็คือ ในสำนวนชุดที่ 26 ส่งมา รองเลขาธิการกกต. ทำหน้าที่แทนกกต. มีความเห็นส่งไปด้วย ที่ส่งฟ้อง อย่างน้อย 138 คนและสำนวนที่ 3 คือสำนวนชุดที่ 36 ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ฟ้องใครเลย ซึ่งจากทั้ง 3 สำนวน​ กลุ่ม 91 คือ มีกลุ่มผู้มีบารมี แม้ไม่ต้องเอ่ยนามแต่ทุกท่านทราบ และกลุ่มไข่แดง คือกรรมการบริหารพรรค​ และกลุ่มที่ 3 คือส.สในสภาไม่ใช่กลุ่มไข่แดงเพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค รวมไปถึงอีกส่วนเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและเครือข่าย

ดังนั้นคำถามที่วิญญูชนจะต้องคิด คือดุลยพินิจของกกตในวันที่ 14 กันยายนนี้ มี 3 แนวทาง แต่ในส่วนตัวคิดว่าออกที่ช่องกลาง คือการฟ้องบางส่วน ซึ่งจะต้องรักษาเสียง 67 ที่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวทางการเมือง ที่จะรักษาฐานรากและกุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ ที่จะสามารถกำกับทิศทางได้ ก่อนจะย้ำว่าหากจะเลือกฟ้องบางส่วน ก็ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ ว่าเมื่อเราเห็นว่ามีผู้จัดการ (organizer)​ท่านเห็นไม่ตรงกับคนในสังคมตรงไหน จะต้องอธิบาย แต่สิ่งที่กังวลใจขณะนี้คือกลัวว่า จะค่อยๆทยอยให้ตัวเลข

ซึ่งหลังจากนี้ถามว่าสวจะหยุดปฏิบัติหน้าที่เลยหรือไม่คงไม่ใช่ เพราะวันที่ 14 จะเป็นการแถลงมติกกต.​ และหากมีมติสั่งฟ้องจริงกกตจะต้องทำสำนวนฟ้อง ซึ่งจะใช้เวลาอีกเป็นเดือน ก่อนส่งไปยังศาลฎีกา ที่จะรับไต่สวน ซึ่งยังไม่ได้หมายความว่าเป็นการรับคำร้อง และเมื่อศาลฎีกาอ่านสำนวนตัดสินวินิจฉัยว่ารับคำร้องหรือไม่ ถึงจะหยุดปฏิบัติหน้าที่​ และหากกกต. ไม่ใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดก็จะเป็นช่อง ให้ฟ้อง ​กกต.​ ตามมาตรา 157​

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img