รัฐบาลยกมาตรฐานธุรกิจ ปฏิรูปกม.โฮมสเตย์-โฮสเทล ลดขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายที่พักครั้งใหญ่ เปิดทาง Hostel–Boutique Hotel–Homestay–ที่พัก Sharing Economy เข้าสู่ระบบตามระดับความเสี่ยง ดัน “Super License” ลดขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิผู้ใช้บริการยกเลิก–ขอคืนเงิน หากที่พักไม่ตรงโฆษณา

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.69 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. เพื่อขอความเห็นชอบในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกเลิกกฎหมายว่าด้วยโรงแรมและปรับปรุงระบบกำกับดูแลสถานที่พักแรมให้สอดคล้องกับรูปแบบการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ

ร่างกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งกำหนดนิยามและมาตรฐานโดยมุ่งไปที่โรงแรมและอาคารถาวร ทำให้ที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮมสเตย์ เต็นท์ แพ บ้านต้นไม้ โฮสเทล (Hostel) บูทีคโฮเทล (Boutique Hotel) รวมถึงที่พักในลักษณะเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น ห้องพัก คอนโดมิเนียม และบ้านพักอาศัย บางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ขณะที่การใช้มาตรฐานเดียวกันกับสถานที่พักทุกประเภทและทุกขนาด หรือ One Size Fits All ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกับโรงแรมขนาดใหญ่ ส่งผลให้กิจการจำนวนหนึ่งอยู่นอกระบบการกำกับดูแล และไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางการเงินและมาตรการสนับสนุนอื่นได้อย่างเต็มที่

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด 98 มาตรา โดยปรับแนวทางกำกับดูแลให้ครอบคลุม “สถานที่พักแรม” ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะโรงแรม และแบ่งการกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้พัก และระดับความเสี่ยง เพื่อให้มาตรการของรัฐเหมาะสมกับกิจการแต่ละประเภท

สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 จำพวกตามระดับการกำกับดูแล ได้แก่

สถานที่พักแรมจำพวกที่ 1 เป็นกิจการที่สามารถดำเนินการได้เมื่อแจ้งต่อนายทะเบียน เช่น โรงแรมที่มีจำนวนห้องไม่เกิน 8 ห้อง และมีผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่ผู้ให้บริการมีบ้านพักหรือห้องพักไม่เกิน 8 หน่วย

สถานที่พักแรมจำพวกที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนดำเนินการ เช่น โรงแรมที่มีมากกว่า 8 ห้อง แต่ไม่เกิน 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 30 คน แต่ไม่เกิน 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 8 หน่วย แต่ไม่เกิน 40 หน่วย

ส่วนสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินการ ได้แก่ โรงแรมที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 40 หน่วย ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด ลักษณะ หรือรูปแบบของสถานที่พักแรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

นางสาวลลิดา กล่าวว่า อีกกลไกสำคัญคือการนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” หรือ Super License มาใช้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของผู้ประกอบการในการขอใบอนุญาตหลายใบตามกฎหมายหลายฉบับ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นใบอนุญาตหลัก และหากผู้ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ตั้งแต่ขั้นตอนยื่นคำขอ สามารถครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้ถึง 10 กิจการ เช่น สถานที่จำหน่ายหรือสะสมอาหาร สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย สถานบริการ สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว การขายสุรา การขายยาสูบ และกิจการอื่นตามที่กำหนด เพื่อลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ รายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายเฉพาะของแต่ละกิจการด้วย

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายกำหนดให้กรมการปกครองจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับแจ้ง การยื่นคำขอ การออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียนและใบอนุญาต ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียนและการดำเนินการอื่น โดยให้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล ผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดการสถานที่พักแรมจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เช่น จัดให้มีป้ายชื่อสถานที่พักแรม แผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และจัดทำทะเบียนผู้พักด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และให้นายทะเบียนส่งข้อมูลผู้พักที่เป็นคนต่างด้าวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อไป

ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการเข้าพักหรือยกเลิกการจองได้ หากสถานที่พักแรมหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ไว้ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการยกเลิกและคืนเงินตามสัดส่วนของบริการที่ผู้ใช้บริการได้รับไปแล้ว รวมทั้งให้อัตราค่าที่พัก ข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าพัก ตลอดจนข้อความโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังห้ามกำหนดเงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว การยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ หรือการกำหนดให้ผู้ใช้บริการสละสิทธิใด ๆ ไว้ล่วงหน้า

สำหรับการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ จะมี “คณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม” โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย แผน และมาตรการด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจสถานที่พักแรม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ร่างกฎหมายยังเปิดให้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งสถานที่พักแรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โบราณสถาน ความเหมาะสมของพื้นที่ และความปลอดภัยของผู้เข้าพัก รวมถึงกำหนดกลไกตรวจสอบและสั่งแก้ไข หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน และสามารถพักใช้ใบอนุญาต ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบรับแจ้งได้ตามกรณี โดยในช่วงที่ถูกพักใช้สามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดหาที่พักที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันรองรับผู้เข้าพัก เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ

ในส่วนบทลงโทษ ร่างกฎหมายแยกความผิดตามระดับความร้ายแรง โดยความผิดเล็กน้อยหรือความผิดทางเทคนิค เช่น การไม่แจ้งข้อมูลผู้พัก ใช้มาตรการปรับเป็นพินัย ขณะที่ยังคงโทษอาญาสำหรับความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนผ่านระบบกลางทางกฎหมาย 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม–12 กันยายน 2568 และวันที่ 19 พฤศจิกายน–3 ธันวาคม 2568 รวม 30 วัน มีผู้แสดงความคิดเห็น 1,441 ราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมาย และได้จัดทำแผนกฎหมายลำดับรองรวม 28 ฉบับรองรับการดำเนินการไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมหลายประเด็น ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ของ Super License ให้ชัดเจน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม การจัดเตรียมระบบอิเล็กทรอนิกส์ บุคลากร งบประมาณ และมาตรการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการกำหนดมาตรฐานระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสมกับสถานที่พักแต่ละประเภท ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำข้อสังเกตดังกล่าวไปประกอบการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป

“หัวใจของการปรับกฎหมายครั้งนี้ คือการเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานเดียวกับที่พักทุกประเภท มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของกิจการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ลดใบอนุญาตและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันต้องไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำกับดูแลที่ครบถ้วนขึ้น และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img