“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลแก้ “น้ำท่วม” สอบตก-เตือนเลิกแจกเงินสดเฉพาะกิจ “วีระยุทธ” จวกหนีไม่เข้าสอบ จี้แก้ พ.ร.บ.กทม. เลือกตั้งระดับเขต

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“วีระยุทธ” แขวะ รัฐบาลไม่ใช่แค่สอบตก แต่ยังไม่ได้เข้าสอบด้วยซ้ำ หนีความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วก็ไปแจกเงิน ด้าน“เท้ง” ชี้หมดเวลาถอดบทเรียน ซัดแจ้งเตือนล่าช้า จี้เลิกแจกเงิน แนะสร้างระบบดูแลประชาชนเท่าเทียม ชี้ กทม. ขาดกลไกท้องถิ่นยึดโยงพื้นที่ ชูแก้ พ.ร.บ. เลือกตั้งระดับเขต

วันที่ 30 ก.ย.2569 เวลา 09.50 น.ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงการมองว่ารัฐบาลสอบตกหรือไม่กับการบริหารจัดการน้ำและการแจ้งเตือนประชาชนในครั้งนี้ ว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นมองว่า รัฐบาลสอบไม่ผ่าน ทำงานล้มเหลว และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถอนบทเรียนซ้ำ ๆ เรามีบทเรียนในอดีตมาเยอะ ซึ่งกรอบในการการจัดการปัญหาภัยพิบัติ เริ่มตั้งแต่การแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ ระหว่างการเผชิญเหตุ การฟื้นฟูเยียวยา เพราะปีที่ผ่านมา เราพูดถึงเรื่องนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น ตอนนี้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องถอดบทเรียนแล้ว องค์ความรู้บทเรียนทุกอย่างมีหมดแล้ว เหลือแค่การสั่งการ และการบริหาร จัดการให้ตรงจุดมากกว่า

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เขตสายไหมและแจกเงินกับประชาชน ว่า ตอนคิดว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการ ณ ตอนนี้ คือการได้รับเงินเยียวยาจากรัฐโดยตรง ทั่วถึง เท่าเทียม สิ่งที่เราไม่อยากเห็นก็คือภาพที่ประชาชนบางส่วนได้เจอคนใหญ่คนโต และได้รับเงินแจกแบบนี้ ซึ่งที่จริงแล้ว เป็นภาพ และระบบที่เราไม่ต้องการ มันไม่ใช่ระบบ สังคม และประเทศที่เราต้องการ ประเทศที่เราต้องการคือรัฐดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเส้นสายได้พบคนใหญ่คนโตถึงจะได้รับความช่วยเหลือ

ส่วนการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ มองว่า ต้องตั้งศูนย์ในหลายระดับ ทั้งระดับประเทศ คือการรายงานสถานการณ์ในภาพรวม ให้ประชาชนมองเห็น และมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง ว่าสัปดาห์หน้าอาจจะเกิดสถานการณ์เลวร้ายซ้ำเติมขึ้นอีก ข้อมูลลักษณะนี้รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อบัญชาการเหตุการณ์และตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากร รวมถึงศูนย์บัญชาการย่อยในแต่ละพื้นที่ ก็จำเป็น และไม่จำเป็นต้องตั้งครอบคลุมทุกพื้นที่

เมื่อถามถึงการบริหารจัดการของรัฐบาลในขณะนี้ถือว่าล่าช้าหรือไม่ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เชื่อเพจที‘ ลมฟ้าอากาศ ที่แจ้งเตือนในออนไลน์ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ถือว่าล่าช้าตั้งแต่การแจ้งเตือนแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. น้ำท่วมแล้ว ถึงจะได้รับข้อความแจ้งเตือน รวมถึงการเผชิญเหตุก็ล่าช้าขาดประสิทธิภาพ และเมื่อถึงช่วงการฟื้นฟูเยียวยา ก็ขอว่าอย่าล่าช้า

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก และสั่งปิดการระบายน้ำ รวมถึงการอนุมัติการสร้างโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้อง ทางระบบ จะไปดูเป็นจุด ๆ หรือการระบายน้ำแต่ละแห่งไม่ได้ ย้ำว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือการที่รัฐบาลฉายภาพน้ำทั้งระบบ การระบายน้ำและการเปิดปิดประตูระบายน้ำแต่ละแห่งเป็นอย่างไร ถ้าตอบในภาพรวมทั้งหมดได้ ก็จะคลายข้อสงสัยได้

ส่วนการอนุมัติก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เรื่องน้ำ ของรัฐบาล พรรคประชาชน และตนเองไม่ได้เห็นค้าน แต่โครงการใหญ่ลักษณะนี้ใช้เวลาในการดำเนินการนาน อาจจะเกิน 1 สมัยของรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง มีผู้ได้มีผู้เสีย ดังนั้นโครงการลักษณะนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมกับประชาชน นำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา

ส่วนกรณีที่ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจ้องจะอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย ตั้งแต่ต้นนั้น พรรคประชาชนเห็นด้วยกับข้อสังเกตนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องข้อสังเกต ว่าจะมีธง หรือผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือไม่ ในฐานะฝ่ายค้านเราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่สถานการณ์ขณะนี้ เห็นว่าควรช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้พ้นจากสถานการณ์ภัยพิบัตินี้ไปก่อน ย้ำว่า การตรวจสอบโครงการใหญ่ ๆ ก็จะตรวจสอบเต็มที่

ส่วนประเมินการทำงานของกรุงเทพมหานคร และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 อย่างไร นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า  ข้อแตกต่างระหว่างการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ กทม. ซึ่งมีปัญหาทางโครงสร้างรัฐ และทรัพยากรในการจัดการ สิ่งที่ กทม. ทำได้ดีกว่าต่างจังหวัด คือสำนักการระบายน้ำ  เพราะในต่างจังหวัดจะไม่มีศูนย์บัญชาการในการจัดการน้ำทั้งระบบ นี่เป็นสิ่งที่ กทม. มีประสิทธิภาพในการทำ แต่พอเป็นระดับปฏิบัติกับภัยพิบัติ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่เกิดขึ้นในภาพกว้างทุกเขต ต่อให้เรามีผู้บริหารที่เก่งสักแค่ไหน อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลอย่างน้อยชัชชาติ ไม่มีทางที่เราจะตั้งศูนย์บัญชาการที่เป็นศูนย์กลาง และจะเข้าไปแก้ไขปัญหาทุกชุมชน ทุกพื้นที่ เพราะเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหน้ากว้าง ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ จำเป็นต้องมีกลไกของรัฐที่สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด เป็นสิ่งที่ กทม. ขาดในส่วนนี้ เมื่อเทียบกับกลไกของท้องถิ่น ที่ใกล้ชิดกับประชาชน ทำให้แก้ไขปัญหาของประชาชนได้ทันที

เมื่อถามย้ำว่า 4 ปีของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ทำอะไรเพิ่มเติมมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สิ่งที่ตนเห็นคือ กทม. มีโครงการขนาดใหญ่ ที่เตรียม ความพร้อมทำโครงการการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว สิ่งที่ กทม. ขาดคือ กลไก เช่น ผู้บริหารในระดับล่างจากจังหวะที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งพรรคประชาชนพยายามเสนอเรื่องนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ที่เราเสนอแก้ไข พ.ร.บ. การบริหารราชการของ กทม. เพื่อเปลี่ยนให้โครงสร้างการบริหารของกทม. มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนกรุงเทพ มีสิทธิ์ไม่แพ้คนต่างจังหวัด คนต่างจังหวัด 1 เทอม 4 ปี เข้าคูหา 3 ครั้ง คือ เลือกนายกฯ เทศบาล อบต. แต่คนกรุงเทพ 4 ปี มีสิทธิ์แค่ 2 ครั้ง คือ เลือกนายกฯ และ ผู้ว่าฯ ดังนั้น ถ้าตนจะขอส่งข้อเรียกร้องไปทุกภาคส่วน และ กทม. คิดว่าเรื่องนี้เมื่อถอยออกมาดูปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องที่ต้องแก้

ด้านนายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวย้ำว่า หากเปรียบเทียบกับพื้นที่ต่างจังหวัด พื้นที่เทศบาล อบต. ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดี เพราะเขารู้จักประชาชนในพื้นที่ ตรงไหนมีกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และต้องรีบอพยพ แต่สัญญาณเตือนอาจจะช้า อย่างในจังหวัดปราจีนบุรีที่น้ำมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า แต่สัญญาณเตือนมาตอน 10 โมง เขาก็สามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนได้ก่อน แต่เมื่อเทียบกับสำนักงานเขตของ กทม. ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในพื้นที่ ต่างกัน ดังนั้น หากสำนักงานเขตมีความยึดโยงกับประชาชน และหากประชาชนสามารถเลือกตั้งสำนักงานเขตของตัวเองได้ ก็จะดีขึ้น โดยเปรียบเทียบกับการกระจายอำนาจในต่างจังหวัด

ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเร็วขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม ภายในเดือนตุลาคม และสถานการณ์ขณะนี้ต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาประชาชนก่อน

ส่วนเรื่องการเยียวยาเคยมีการขุดโพสต์ของพรรคภูมิใจไทยคือเยียวยาถ้วนหน้า ใช้ AI มาช่วย นายณัฐพงษ์ มองว่า การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ในภาคปฏิบัติเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด เพราะจะทำให้เกิดการช่วยเหลือกับประชาชนได้จริง ส่วนจะใช้ข้อมูลจาก AI มาช่วยบริหารจัดการ ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่คงไม่ใช่คำตอบว่า นำ AI เข้ามา จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ส่วนพรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้จะทำได้หรือไม่ได้ ทำหรือเปล่า ประชาชนก็น่าจะเห็นอยู่

เมื่อถามว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่เป็นนักการเมืองทุกคนต้องมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว ซึ่งความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่ที่คูหาเลือกตั้ง อยากจะฝากถึงประชาชน เรามีหน้าที่ในการตรวจสอบนักการเมือง รวมถึงตนเองและพรรคประชาชนด้วย และนำทุกประเด็นที่ได้เห็นจากการทำหน้าที่ไปตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า จากคำถามที่ถามว่ารัฐบาลสอบตกหรือไม่นั้น ตนคิดว่า รัฐบาลพยายามหนี ไม่เข้าสอบด้วยซ้ำ หนีความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วก็ไปแจกเงินครู นั่นคือการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน (ครูในที่นี้ หมายถึง ชาวบ้านที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในการเลือกตั้ง)

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img