รัฐบาลเผยปริมาณฝนทั่วประเทศลดลง ก่อนกลับมาตกอีกครั้งช่วงวันที่ 4-6 ต.ค.

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

รัฐบาลเผยฝนทั่วประเทศลดลง เตรียมทิ้งช่วงก่อนกลับมาตกอีกครั้ง 4-6 ต.ค. เตือน กาญจนบุรี-ราชบุรี-สมุทรสงคราม รับมือน้ำจากเขื่อนเพิ่มระดับตลิ่ง 80 ซม. ขณะที่ กทม.ภาพรวมคาดน้ำลดเกิน 90% แต่ยังระบุไม่ได้ว่าชุมชนจะกลับมาแห้งปกติวันไหน

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสถานการณ์อุทกภัยว่า ปริมาณฝนทั่วประเทศลดลงแล้ว ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ยังมีฝนตก แต่ขณะนี้ยังไม่มีปัญหาด้านสถานการณ์น้ำ โดยคาดว่าฝนจะทิ้งช่วง ก่อนกลับมาตกอีกครั้งในช่วงวันที่ 4-6 ต.ค.

สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นลักษณะฝนเปลี่ยนฤดู ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่ไม่ใช่ลักษณะฝนตกต่อเนื่องแช่พื้นที่ ขณะที่ข้อมูลจาก GISTDA พบพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั่วประเทศแล้วประมาณ 1.71 ล้านไร่

สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันตก นายเอกภพระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ย. เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี กลับมาระบายน้ำตามปกติ หลังหยุดการระบายน้ำประมาณ 3 วัน โดยจะทยอยระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ถึง 4 ต.ค. ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณริมตลิ่งของแม่น้ำแม่กลองเพิ่มขึ้นประมาณ 80 เซนติเมตร

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวตลิ่งในพื้นที่ กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องอพยพหรือออกไปอยู่ศูนย์พักพิง สามารถประสานจังหวัดได้ โดยทั้ง 3 จังหวัดได้แจ้งเตือนประชาชนแล้ว

ส่วนฝั่งตะวันออก พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือ จ.ปราจีนบุรี โดยระดับน้ำใน อ.เมืองปราจีนบุรีอยู่ในระดับสูงสุด และมวลน้ำจะไหลไปรวมกับ จ.นครนายก ขณะที่เขื่อนขุนด่านปราการชลมีปริมาณน้ำลดลงและพ้นภาวะน้ำล้นแล้ว

จุดที่ต้องจับตาต่อคือ จ.ฉะเชิงเทราในช่วง 1-2 วันข้างหน้า โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านการช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ขณะนี้ดูแลกลุ่มเปราะบางแล้วประมาณ 52,000 คน ส่วนโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลแกลง และโรงพยาบาลบ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งยังให้บริการได้บางส่วน โดยในวันนี้จะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสีแดงของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศอยู่ที่ 40 ราย โดยนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา รวมถึงกำชับให้ดูแลสวัสดิภาพในศูนย์พักพิงและสุขภาพจิตของประชาชน ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับบริจาค และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์มายังกระทรวงมหาดไทยทุกวัน

ส่วนกรุงเทพฯ นายเอกภพระบุว่า ภาพรวมในช่วง 2-3 วันข้างหน้า คาดว่าระดับน้ำจะลดลงมากกว่า 90% ขณะที่มีการนำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กประมาณ 300-400 เครื่องเข้าไปในชุมชน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าพื้นที่ชุมชนแต่ละแห่งจะกลับมาแห้งภายในกี่วัน

สำหรับความกังวลเรื่องฝนช่วงวันที่ 4-6 ต.ค. และมวลน้ำเหนือ นายเอกภพกล่าวว่า ฝนดังกล่าวเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ฝนตกต่อเนื่อง ขณะที่สถานการณ์น้ำเหนือยังอยู่ในการบริหารจัดการ โดยปริมาณน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสามารถเพิ่มได้ถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ขณะที่บริเวณ อ.บางบาล และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำประมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยนายเอกภพระบุว่า ระดับที่จะทำให้น้ำจากเจ้าพระยาหนุนเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งระบายน้ำออกจากบ้านเรือนประชาชนก่อน ส่วนพื้นที่ราชการที่ยังมีน้ำท่วมขัง เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทยและพื้นที่ของกองทัพ ให้เป็นลำดับท้ายในการระบายน้ำ พร้อมขอให้ประชาชนริมแม่น้ำแม่กลองติดตามสถานการณ์จากพื้นที่อย่างใกล้ชิด และยกสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img