ปัญหามหาอุทกภัยในประเทศไทย ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เกิดแล้ว…เกิ
ชาวบ้านทุกข์ระทมอย่างไร? ก็เป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด บ้านใครที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำ ท่วมอย่างไร ก็ท่วมเช่นนั้น ขึ้นอยู่กับเทวดาฟ้าดิน ว่าจะมาเบา หรือมาแรง มาเบาหน่อย ชาวบ้านก็ทุกข์ไม่มาก แต่ถ้ามาแรง บางบ้าน..อาจสิ้นเนื้อประดาตัว
หากจำกันได้ขึ้นใจ มหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 สร้างความเสียหายกว่า 1.43 ล้านล้านบาท ส่งผลกระทบต่อจีดีพี ประมาณ 3.5-4% ที่สำคัญยังถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
“เวิลด์แบงก์” มองว่า มหาอุทกภัยในปี 2554 เป็นภัยพิบัติอันดับ 4 ของโลก ในแง่มูลค่าความเสียหาย ที่กระทบต่อจีดีพี อย่างรุนแรง ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเหลือเพียง 0.1% เท่านั้น
ถัดมา…ไทยยังเจอปัญหาน้ำท่วมที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อเดือนก.ย. ปี 67 ที่ว่ากันว่า… เศรษฐกิจในเขตพื้นที่อำเภอแม่สาย เสียหายหนักมากในรอบหลาย 10 ปี โดยหอการค้า,และภาคเอกชน ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาททีเดียว

หรือ! แม้แต่ภาพจำในเมืองหาดใหญ่ เมื่อเดือนพ.ย.ปี 2568 ที่เมืองหาดใหญ่จมบาดาล แบบไม่ทันตั้งตัว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท ในช่วง 1 เดือน กระทบจีดีพี 0.22%
แม้ความเสียหายโดยรวมทั้งประเทศจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับปี 2554 แต่ก็สร้างความบอบช้ำให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างอย่างหนัก เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่สงขลา-หาดใหญ่ ต้องหยุดชะงักไปเกือบเดือน
มาจนถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัย ในพื้นที่เมืองหลวงและเมืองรอบนอก ปี 2569 ที่คาดการณ์กันในเบื้องต้นว่าความเสียหายอาจประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยผลกระทบกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการ การเดินทาง ขนส่ง และสินไหมประกันภัย
ความเสียหายที่เกิดจากเหตุมหาอุทกภัย ในครั้งนี้ แม้หลายฝ่ายอาจประเมินกันไม่มากนัก เพราะอาจมีผลต่อจีดีพีไม่เกิน 0.1% และอาจได้รับปัจจัยบวกหนุนหลังน้ำลด จากความต้องการในการฟื้นฟูบูรณะ
ไม่ว่าจะเป็นยอดขายรถยนต์ใหม่ การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย อาคารบ้านเรือน และร้านค้าต่าง ๆ ที่จะช่วยดึงจำนวนเงิน ให้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้ชั่วคราว
ขณะเดียวกันหลายฝ่าย ยังประเมินว่า การเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการบริหารจัดการน้ำ แต่เป็นผลจากปรากฏการณ์ “โลกเดือด” ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรงจนระบายไม่ทัน
แต่!เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่สำคัญ ว่า ไทยต้องเร่งวางระบบป้องกันระยะยาว เพราะจากนี้ไปประชาชนคนไทย อาจต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวไปพร้อม ๆ กัน
แม้ภาพรวมความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้อาจดูเหมือนไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วบรรดาชาวบ้านชาวช่อง คนตัวเล็ก ๆ หรือคนที่มีรายได้น้อย อาจต้องเผชิญกับภาวะรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น แบบไม่ทันตั้งตัว
เพราะอย่าลืมว่า ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซาเป็นทุนเดิม ซ้ำร้าย! หนี้ครัวเรือนยังพุ่งสูงติดเพดาน 80% ของจีดีพี ระดับการออมของไคนไทยตกต่ำอย่างน่าใจหาย
น้ำท่วมรอบนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องน้ำไหลทะลั

สภาพที่เกิดขึ้น จึงกลายเป็นการซ้ำเติมบาดแผลเดิ
แม้มุมมองจากหลายฝ่าย ยังเชื่อว่า เหตุที่เกิดมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่ก็อย่าลืมว่า อากาศที่เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นมานานพอสมควร ไม่ใช่เพิ่งเกิด
ต่อให้แก้ตัว หรือออกรับแทนกันอย่างไร ในมุมของชาวบ้าน ก็ยังอดที่จะมองไม่ได้ว่า เป็นเพราะรัฐบาล เป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือคนที่ต้องรับผิดชอบต่างหากที่ไร้ฝีมือ ที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการ
อย่างที่บอก! ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิด ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เกิดมาไม่รู้กี่ครั้ง ถอดบทเรียนกันเยอะแยะมากมาย แต่…สุดท้าย ก็ป้องกันอะไรไม่ได้
จนถึงเวลานี้ป่วยการ ที่จะมาตั้งป้อม! มานั่งหาคนผิด! มาถามหาความรับผิดชอบ! แต่ต้องมารวมพลัง ระดมสมอง ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปั
เพราะ… การจะไปห้ามธรรมชาติ คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าจะป้องกั
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















