”ครม.เงา พรรคประชาชน” เปิดแถลงจี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนสิทธิถือครอง “กะเพรา 4 สายพันธุ์” ของบริษัทเอกชนรายใหญ่ ตั้ง 2 ประเด็นสงสัย เผยลักษณะความแตกต่างให้ชัดเจน พร้อมกังขาข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นธรรมหรือไม่ หลังพบรายได้รวมทั้งปีเพียงหลักแสน ชี้ข้อเสนอเร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราไทย 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 09.23 น. ที่รัฐสภา ครม.เงาพรรคประชาชนครั้งที่ 17 นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านสุขภาพชีวิตใหม่ แถลงเรื่องกะเพรากับ พ.ร.บ. รับรองพันธุ์พืช หลังจากที่มีข้อถกเถียงจากหลายฝ่าย โดยนายเดชรัตน์ กล่าวถึงการจดทะเบียนกะเพราแก้วสรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช จากบริษัท CPRam นำไปสู่ข้อถกเถียงและข้อกังวลใจ เพราะกะเพราเป็นพืชพันธุ์ที่ประชาชนทั่วไปปลูกไม่ใช่แค่เพียงเกษตรกรเท่านั้น และการซื้อขายแลกเปลี่ยนใช้ประโยชน์ใบกะเพราโดยทั่วไปไม่ได้จำแนกสายพันธุ์อย่างชัดเจน ทำให้เกิดความสงสัยและกังวลใจนำไปสู่ข้อตกลง บางอย่างได้คำตอบที่ชัดเจนว่าการจดทะเบียนไม่ได้หมายถึงการคุ้มครองพันธุ์กะเพราโดยทั่วไป ซึ่งมีมากถึง 300 สายพันธุ์ แต่คุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่บริษัทเอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้น 4 สายพันธุ์ แต่ความสงสัยยังมีอยู่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงสั่งให้มีการตรวจสอบกระบวนการจดทะเบียนถือครองสิทธิ์ของบริษัทเอกชนว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หากจะตอบความกังวลใจของประชาชนและนำไปสู่ความเข้าใจในการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองปันพืชให้สอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ ต้องจำเป็นตั้งคำถามขึ้นอีก 2 ประเด็น และ ครม.เงา มีข้อเสนอให้กระทรวงเกษตรอีก 1 ข้อ
นายเดชรัตน์ กล่าวต่อว่า ยืนยันพรรคประชาชนให้ความสำคัญส่งเสริมการวิจัยพัฒนาพืชพันธุ์ เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และจำเป็นต้องคำนึงถึงความสำคัญเท่าเทียมสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ การรักษาและใช้ประโยชน์จากฐานพันธุกรรม ประเด็นคำถาม 2 ข้อ 1. กะเพรา 4 สายพันธุ์มีลักษณะแตกต่างจากกะเพราทั่วไปอย่างไรที่ประชาชนจะสังเกตได้โดย แตกต่างจากการเริ่มต้น CPR1 ควรนำเสนอให้ชัดเจนให้ประชาชนเข้าใจ คลายความกังวลใจสามารถแยกแยะได้ และ 2. การแบ่งปันผลผลประโยชน์ให้กับรัฐมีความเป็นธรรมหรือไม่ 1 ใน ประเด็นที่มีการถกเถียงคือการพัฒนาพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์คือนำกะเพราป่าพันธุ์พื้นเมือง มาพัฒนาต่อยอด 4 สายพันธุ์ซึ่งตามกฎหมายต้องขออนุญาตจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ นำรายได้เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ข้อตกลงในการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52 เป็นเท่าไหร่ เป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน
“เพราะกรมวิชาการทางเกษตรแจ้งว่าเป็นข้อมูลลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้ยกเว้นแต่มีคำสั่งศาลศาล อย่างไรก็ตามถ้าไปดูในรายงานของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2567 เป็นปีที่มีการขึ้นทะเบียนหรือจดทะเบียน กะเพราทั้งสี่สายพันธุ์ ปรากฏกองกองทุนมีรายได้ 366,688 บาท แปลว่ารายได้จากการแบ่งปันผลประโยชน์น่าจะไม่เกินตัวเลขนี้ใช่หรือไม่ เพราะนี่คือรายได้จากกองทุนที่ได้รับข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ทั้งหมด“นายเดชรัตน์กล่าว
นายเดชรัตน์ ยังกล่าวถึงข้อตกลง ตามมาตรา 52 มี 207 ข้อตกลง ภาคเอกชน 75 ราย แต่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชมีรายได้รวมเพียง 467,000 บาท จึงเกิดเป็นคำถามว่าการแบ่งปันผลประโยชน์เช่นนี้เป็นทางหรือไม่ กับสาธารณะในภาพรวม ส่วนข้อมูลกวนใจที่กฎหมายระบุห้ามเปิดเผยถึงข้อตกลง อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะมาตรา 63 กำหนดว่าห้ามเปิดเผยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์ของผู้จดทะเบียน สำหรับข้อเสนอของ ครม.เงา พรรคประชาชน ในการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราพัฒนาโดยผู้ซื้อรายใหญ่ CPRam อาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจในเรื่องการปลูกพัฒนาสายพันธุ์กะเพรา อาจจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของกะเพราไทยในอนาคต
“จึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ 1.เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 300 สายพันธุ์ รวมถึงแหล่งที่พบลักษณะประจำพันธุ์และชุมชนที่มีการอนุรักษ์รักษาสายพันธุ์นั้นๆ เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมปลูกตลาดการแปรรูปที่เหมาะสมของกะเพราแต่ละสายพันธุ์ และ2. กรณีพบกะเพราบางสายพันธุ์ที่อยู่เฉพาะถิ่น ให้กระทรวงเกษตรสนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตามมาตรา 45 ยังเสนอให้กระทรวงเกษตรพัฒนากะเพราสายพันธุ์พื้นบ้านให้เป็น ทั้งเครื่องดื่มอาหารเสริมสมุนไพร หรือแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับชุมชนที่อนุรักษ์สายพันธุ์กะเพราต่างๆก็จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากกว่าตอบโจทย์ ผู้ประกอบการ”นายเดชรัตน์ กล่าว



















