‘อัครเดช’ วิปรัฐบาล แจงปมกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันรัฐบาลพยายามประสานฝ่ายค้านมาโดยตลอด พร้อมยอมรับกรอบ 4+1 วัน แต่เจรจาไม่ลงตัว เหน็บฝ่ายค้านอย่าทำตัวหล่อทางการเมือง เรียกร้องคนอื่นเคารพกติกา แต่ต้องเคารพข้อเท็จจริงด้วย ชี้การหาข้อยุติไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจงใจขัดขวางการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่าหากไม่สามารถอภิปรายได้ก่อนปิดสมัยประชุม อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญว่า ตลอดกระบวนการเจรจา วิปรัฐบาลพยายามประสานงานกับฝ่ายค้านมาโดยตลอด เพื่อหาข้อสรุปเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายให้ลงตัว ยืนยันว่าไม่มีการขัดขวางการตรวจสอบรัฐบาลแต่อย่างใด
นายอัครเดช กล่าวว่า ช่วงการเจรจาที่ผ่านมา ฝ่ายค้านเสนอกรอบเวลาอภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามหาข้อยุติร่วมกัน และยอมรับกรอบเวลา 4+1 วัน แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ภายในช่วงเวลาที่เจรจา
“หากฝ่ายค้านลดราวาศอกทางการเมืองและยอมรับข้อเสนอในช่วงนั้น เรื่องก็น่าจะได้ข้อยุติไปแล้ว แต่เมื่อวิปฝ่ายค้านวอล์คเอาท์ ก็เหมือนกับการล้มโต๊ะการเจรจา”
นายอัครเดช กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนกดดันให้ประธานสภาฯ ต้องบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาฯ ตามปกติในสัปดาห์นี้ กลับมีการออกมาให้สัมภาษณ์กล่าวหารัฐบาลว่าขัดขวางการอภิปราย และถึงขั้นระบุว่าอาจผิดรัฐธรรมนูญหรือผิดจริยธรรมร้ายแรง จึงตั้งคำถามว่าประชาชนจะเข้าใจเรื่องดังกล่าวอย่างไร
“การเจรจาไม่สำเร็จเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำผลการเจรจาที่ไม่ลงตัวมาเปลี่ยนเป็นข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลขัดขวาง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแยกให้ออก อย่าเล่นเกมพลิกเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น แล้วปล่อยให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายปิดกั้นการตรวจสอบ ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีลำดับเหตุการณ์และการประสานงานมาโดยตลอด”
นายอัครเดช กล่าวอีกว่า อย่าทำตัวหล่อทางการเมืองด้วยการเรียกร้องให้คนอื่นเคารพกติกา แต่ตัวเองก็ต้องเคารพข้อเท็จจริงและเคารพกติกาด้วยเช่นกัน หากจะกล่าวหารัฐบาลว่าขัดขวางการอภิปราย ก็ควรอธิบายให้ชัดว่ารัฐบาลขัดขวางตรงไหน เพราะที่ผ่านมาได้พยายามเจรจาเพื่อหาทางออกมาโดยตลอด แต่เป็นฝ่ายค้านเองที่ไม่ยอมลดราวาศอกและไม่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม
“อย่าเอาความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วเมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการก็โยนความผิดให้อีกฝ่าย เพราะการหาข้อยุติไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ามีใครจงใจขัดขวาง และการตรวจสอบรัฐบาลก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างวาทกรรมทางการเมืองจนข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน”



















