นายกฯ ย้ำรัฐบาลไม่ช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย หลังตำรวจออกหมายจับ “เบน สมิธ” พร้อมพวก 6 ราย ในคดีฟอกเงินข้ามชาติและความผิดเกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทย ชื่นชมหน่วยงานยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นใคร หากทำผิดต้องดำเนินคดีถึงที่สุด พร้อมสนับสนุนทุกหน่วยงานเดินหน้าปราบปรามเต็มที่
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 ต.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีตำรวจออกหมายจับนายเบน สมิธ พร้อมผู้ต้องหาอีก 6 ราย ในคดีฟอกเงินข้ามชาติ สมคบกันกระทำความผิด และความผิดเกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ พร้อมแสดงความพอใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใส
นายอนุทินกล่าวว่า ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เกี่ยวกับแนวทางการทำงาน โดย ผบ.ตร. ยืนยันหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ซึ่งสะท้อนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ โดยมีทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมดำเนินการตามหน้าที่
“ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์อะไร นายอะไร เป็นมาดามอะไร ถ้าเกิดทำผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมาย ทั้งนี้ ผมคิดว่าผู้สื่อข่าวช่วยนำเสนอข่าวให้พี่น้องประชาชนคลายความกังวลได้เลย ซึ่งเรื่องการช่วยไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การฟอกเงินและการหลอกลวงประชาชนผ่านขบวนการสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงต้องสนับสนุนการปราบปรามอย่างจริงจัง พร้อมเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเต็มที่
“สิ่งที่เราทำไม่มีทางเลือกอื่นก็คือต้องปราบปรามให้สิ้นซาก การปราบปรามให้สิ้นซากก็คือหน่วยงานทุกหน่วยงานจะได้รับการสนับสนุน ไฟเขียวทุกแยกจากรัฐบาลให้ไปดำเนินการให้เกิดความสงบเรียบร้อย และดำเนินคดีกับคนที่ทำผิดกฎหมายทุกคนให้ถึงที่สุด” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่ามีรายงานความคืบหน้าถึงผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงผู้ที่ยังอยู่ในประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 27 ต.ค. มีรายงานผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหนึ่งราย โดยย้ำว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายชัดเจนแล้วว่าจะไม่ประนีประนอมกับการกระทำผิดกฎหมาย
ส่วนรายละเอียดของแนวทางปฏิบัติ ยุทธศาสตร์ และการดำเนินคดีนั้น นายอนุทินระบุว่าเป็นหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการแต่ละหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่เลือกปฏิบัติ



















