“เทพไท เสนพงศ์” ตั้งคำถามมติ กกต. 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจศาลฎีกา ชี้เป็นการแบ่งขั้วแบบเดิม พร้อมเรียกร้อง กกต.ทั้ง 7 คนสลายความขัดแย้ง ยึดความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เหตุประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กร
เมื่อวันที่ 4 พ.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์วิจารณ์การเมือง โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) เพื่อขอให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ว่า
แนะ กกต.สลายขั้ว เลิกยื่นตีความอำนาจศาลฎีกา
เมื่อเห็นข่าวพาดหัวบนหน้าสื่อ ที่มีข้อความว่า “กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจศาลฎีกา” ทำให้เกิดคำถามอยู่ในใจ และเกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันทีว่า มติ 5 ต่อ 2 จะเป็นมติเดิมหรือไม่ จึงเข้าไปดูในเนื้อหาของข่าว พบว่า มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210 (2) เพื่อขอวินิจฉัยขอบเขตของศาลฎีกาในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.
เมื่อเข้าไปดูรายชื่อของ กกต. ที่มีมติ 5 ต่อ 2 ก็พบว่า เป็นเจ้าเดิม เจ้าเก่าจริง ๆ เสียงข้างมาก 5 คน ประกอบด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร นายฐิติเชฎฐ์ นุชนาฎ ส่วนเสียงข้างน้อย 2 คน เป็นคนหน้าเดิมเช่นเดียวกัน คือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย
เมื่อเห็นรายชื่อเช่นนี้ ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า ถ้าหาก กกต. ทั้ง 7 คน ยังถือทิฐิ ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก ยังทำงานเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม บางพวก หรือทำงานตามใบสั่ง โดยไม่ได้ยึดเอาประโยชน์ของส่วนรวม หรือความถูกต้องเป็นหลัก จะทำให้ กกต. เสื่อมศรัทธาลงไปเรื่อย ๆ ประกอบกับที่ผ่านมา กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จนถึงการเลือกตั้งปี 2569 กกต.ไม่สามารถให้ใบแดง หรือจับคนซื้อเสียงในรูปแบบที่จดชื่อเป็นบัญชีหางว่าว และจ่ายเงินเป็นรายหัว ไม่สามารถจับใครได้เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งที่เป็นที่รับรู้กันทั่วประเทศว่า มีการซื้อเสียงกันอย่างมากมาย
เมื่อดูการทำงานของ กกต. ชุดนี้ มีการนินทา มีข้อครหา มีการตั้งข้อสงสัยว่า กกต. 7 คน มีกกต. เสียงข้างมากอย่างน้อย 4 คนเข้าสู่ตำแหน่งโดยการโหวตของ สว. ชุดนี้ ที่เรียกกันว่า สว. สีน้ำเงิน และเมื่อมาร่วมกับ สว. ชุดเดิมอีก1คน รวมเป็น 5 คน และเมื่อย้อนไปดูมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว. ก็จะเห็นได้ชัดว่า มติของ กกต. 5 ต่อ 2 ไม่ส่งข้อกล่าวหา หรือไม่ส่งดำเนินคดีข้อกล่าวหานักการเมืองที่เป็นระดับแกนนำของพรรคภูมิใจไทยเลย จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต. ชุดนี้ทำงานโดยมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง
เพราะฉะนั้นอยากจะให้ กกต. ชุดนี้ได้เร่งกู้ศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา โดยการทำงาน โดยการพิสูจน์ตัวเอง และไม่อยากให้ กกต. ทั้ง 7 คนแบ่งพรรคแบ่งพวก และถือทิฐิ ในการโหวตลงมติทุกครั้ง ถ้าหาก กกต. ทั้ง 7 คนยังไม่สลายขั้ว ไม่สลายความคิด มติก็จะออกมาเหมือนเดิม 5 ต่อ 2 เช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เลย การที่ กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตีความอำนาจของศาลฎีกา ในการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ซึ่งไม่ควรจะยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ในกรณีเช่นนี้ การที่ศาลฎีกามีอำนาจในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ถือว่าเป็นการถ่วงดุล เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจ ถ้าหากปล่อยให้ กกต. มีความเป็นอิสระเหมือนกับองค์กรอิสระทั่วไป จะทำให้ประชาชนขาดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เหมือนกับผลการสำรวจที่ผ่านมา พบว่าในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต.มีความน่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนในลำดับรั้งท้าย
เพราะฉะนั้น การที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรกระทำกำ



















