“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ชวนประชาชนย้อนดูผลงาน “โสภณ ซารัมย์” ในตำแหน่งประธานสภา ตั้งแต่ 15 มี.ค. 2569 ว่ามีชอตไหนน่าเคารพนับถือบ้าง พร้อมเปิดช่องให้ตอบสั้น ๆ ว่า “#ไม่มี” หากนึกไม่ออก หลังวันก่อนเพิ่งวิจารณ์ปมจัดระเบียบ กมธ. 35 คณะ หวั่นเปิดทางเสียงข้างมากสกัดการตรวจสอบรัฐบาล
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนประชาชนร่วมกันย้อนรำลึกถึงการปฏิบัติหน้าที่ของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีช่วงเวลาใดบ้างที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าเคารพนับถือและเหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภา
นายวิโรจน์ระบุว่า โดยปกติแล้วคนทำงานทุกคนย่อมมีทั้งด้านดีและด้านที่ไม่ดี เพื่อความเป็นธรรมต่อนายโสภณ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันทบทวนการทำหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2569 จนถึงปัจจุบัน แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นว่า มีช่วงเวลาใดบ้างที่นายโสภณปฏิบัติหน้าที่หรือวางตัวได้อย่างน่าเคารพนับถือ
พร้อมขอให้แสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่องที่เป็นด้านบวก หากไม่มีตัวอย่างก็สามารถโพสต์สั้น ๆ ว่า “#ไม่มี” โดยย้ำว่าไม่ต้องการให้มีการต่อว่าหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของประธานสภา เพราะต้องการให้โพสต์ดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่งพลังงานบวกและสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับนายโสภณ
อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา นายวิโรจน์ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการจัดระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ซึ่งนายโสภณเห็นชอบให้การบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระ การเชิญบุคคลมาชี้แจง และการเรียกเอกสาร ต้องผ่านมติที่ประชุมกรรมาธิการก่อน
นายวิโรจน์ตั้งข้อกังวลว่า แนวทางดังกล่าวอาจเป็นการแทรกแซงอำนาจของประธานกรรมาธิการ และเปิดช่องให้เสียงข้างมากฝ่ายรัฐบาลใช้มติปิดกั้นการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ตั้งแต่ขั้นตอนการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา
โดยนายวิโรจน์ได้อ้างถึงข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 93 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นำข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุมสภามาใช้กับการประชุมกรรมาธิการโดยอนุโลม รวมถึงข้อ 22 ที่ให้อำนาจประธานสภาบรรจุเรื่องเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมได้ โดยเห็นว่าประธานกรรมาธิการก็ควรมีอำนาจดำเนินการในลักษณะเดียวกันภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของตน
นอกจากนี้ ยังยกข้อบังคับข้อ 31 ข้อ 76 และข้อ 98 มาอธิบายเกี่ยวกับอำนาจประธานในการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าชี้แจงหรือเข้าฟังการประชุม พร้อมแยกประเด็นการออกหนังสือเรียกบุคคลหรือเอกสารที่มีผลบังคับตามกฎหมาย ซึ่งนายวิโรจน์เห็นด้วยว่าต้องผ่านมติกรรมาธิการตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2568 มาตรา 7
นายวิโรจน์จึงเสนอให้ประธานกรรมาธิการทุกคณะทำหนังสือทักท้วงและขอให้นายโสภณทบทวนแนวทางดังกล่าว หากยังเพิกเฉย ก็เห็นว่า สส. ควรพิจารณายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของประธานสภาเข้าข่ายมิชอบหรือไม่
ทั้งนี้ นายวิโรจน์ยังได้ฝากข้อเรียกร้องให้ประธานสภารักษาความเป็นกลาง และทำหน้าที่พิทักษ์อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่สร้างข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบฝ่ายบริหาร พร้อมวิจารณ์ว่าการกำหนดให้กรรมาธิการต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงข้างมากก่อนดำเนินการ อาจทำให้การตรวจสอบรัฐบาลไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่



















