แม้จะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี…เมื่อไหร่ ก็ย่อมถูกตีความไปต่าง ๆ นานา ทั้ง ๆ ที่วันนี้ “ผู้มากบารมี” ยังถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำคลองเปรม เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังกระบวนการบังคับคดีก่อนหน้านั้นมีปัญหา แต่เมื่อวันที่ 17 พ.ย.68 เพียงวันเดียว “อดีตนายกฯ” ก็เจอข่าวร้ายติดต่อกันถึง 2 เรื่อง เรียกว่า ถึงขั้นหนักหนาสาหัสสากรรจ์
เรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายอาญามาตรา 112 กับพฤติกรรม “ล่วงละเมิดสถาบัน” อีกเรื่องเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบ ในเรื่องต้อง “จ่ายภาษี” อันเนื่องจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ที่กลายเป็น “วิบากกรรม” จนต้องพ้นจากตำแหน่งช่วงปี 2549 แต่วันนี้ยังตามมาหลอกหลอน และอาจส่งผลกระทบ กับการทำกิจกรรมทางการเมืองของ พรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะใครก็รู้องค์กรนี้ เปรียบเป็นสมบัติตระกูล “ชินวัตร”
เริ่มตั้งแต่ความคืบหน้าการพิจารณายื่นอุทธรณ์ คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของ “ทักษิณ” กรณีให้สัมภาษณ์มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งเป็นอำนาจของ อัยการสูงสุด (อสส.) เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ที่เดิมมีการยื่นขยายระยะเวลาต่อศาลอาญาครั้งที่ 2 ไปถึงวันที่ 21 พ.ย.2568

โดยมีรายงานว่าเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส. ได้มีความความเห็นว่า การกระทำนายทักษิณเป็นความผิดตามฟ้อง เห็นควรที่จะยื่นอุทธรณ์คดีให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งขั้นตอนต่อไปคำสั่งให้อุทธรณ์ของ อสส. ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาด จะถูกส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เจ้าของสำนวน เพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป
ก่อนหน้านี้การพิจารณาอุทธรณ์สำนวนคดีนี้ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา “ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ” อสส. ที่เพิ่งพ้นวาระไป มีคำสั่งให้นำเรื่องการจะยื่นอุทธรณ์ เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะกรรมคณะกรรมการพิจารณาคดี 112 ของอัยการ ซึ่งขณะนั้นมี “อิทธิพร” อยู่ในฐานะ อสส.คนปัจจุบัน เป็นรอง อสส. เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งในครั้งนั้นทางคณะกรรมการดังกล่าว ได้ประชุมพิจารณามีมติ 8-2 เห็นควรไม่อุทธรณ์ และส่งให้ “ไพรัช” ซึ่งเป็น อสส.พิจารณาแล้ว แต่จนพ้นตำแหน่ง อสส. “ไพรัช” ก็ไม่ได้มีความเห็นว่า จะอุทธรณ์คดีหรือไม่ จนอำนาจในการพิจารณาอุทธรณ์คดี ไปอยู่ที่ “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส.คนปัจจุบัน ซึ่งสมัยทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการพิจารณาคดี 112 “อิทธิพร” ที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการฯ ก็ไม่ได้มีการลงมติในครั้งนั้น เนื่องจากเป็นมารยาทในฐานะประธานกรรมการ คำสั่งอุทธรณ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกลับความเห็นของตัวเอง
จากผลพวงดังกล่าว มีความเห็นที่น่าสนใจจาก “ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” นักกฎหมายมหาชน ที่ระบุว่า คดีนอกราชอาณาจักร เป็นดุลพินิจและอำนาจของ อสส. หาก อสส.มีความเห็นอุทธรณ์ ทำให้คดีของนายทักษิณ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ยังไม่ถึงที่สุด การยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง หากจำเลยไม่ถูกจำคุกคดีอื่น อาจไม่มีผลทางคดี เพราะต้องไปสู้กันในชั้นอุทธรณ์ และใช้ระยะเวลานานพอควร แต่กรณีของนายทักษิณ ที่ถูกจำคุกในคดีอื่นจะเกิดปัญหาทันที เพราะมีผลต่อดุลพินิจของคณะกรรมการพิจารณาในการพักโทษ ทำให้กระบวนการขอพักโทษชะงักขึ้นทันที หากมีคดีอื่น ที่ผลคดียังไม่ถึงที่สุด แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเหตุที่ให้คณะกรรมการพักโทษยกผลคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดยกขึ้นอ้าง นำมาพิจารณาถึงเหตุไม่อนุมัติหรือไม่เห็นชอบในการขอพักโทษของนายทักษิณฯ
“พูดภาษาชาวบ้านคือ ทักษิณนักโทษเด็ดขาด ถูกจำคุกครบเงื่อนไขในการพักโทษ เช่น ถูกจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 อาจยื่นขอพักโทษก็ได้ แต่กรณีมี “คดีอื่น” หรือ “คดีต่อ” ทักษิณ นักโทษรายดังกล่าว อาจยื่นขอได้ แต่ส่วนใหญ่ จะไม่อนุมัติหรือไม่ให้ความเห็นชอบในการพักโทษ” นักวิชาการด้านกฎหมายให้ความเห็น
แต่ “ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี” ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ให้ความเห็นว่า เตรียมที่จะไปคัดข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการยื่นอุทธรณ์ อาจจะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์ได้แต่ความเห็นต่าง ๆ ตนก็อยากรู้ว่าอสส.ท่านนี้ที่ยื่นอุทธรณ์ ท่านมีความเห็นอย่างไร หรืออาจบอกว่าไม่ใช่ความเห็นตัวเองที่ไม่ได้ลงมติไว้ หรือตนเองไม่ได้มีส่วนออกความเห็น แต่เมื่อเป็น อสส.แล้วจึงสามารถออกความเห็นได้ก็เป็นเรื่องของท่าน นอกจากนี้ พยานของโจทย์ในคดีดังกล่าว ตนได้ว่าความตั้งแต่ต้นจึงเห็นพยานทุกชิ้น และเราจะสู้กันในชั้นอุทธรณ์ หรือในชั้นฎีกาค่อยว่ากัน

ส่วนการอุทธรณ์จะมีผลต่อการพักโทษหรือไม่นั้น “ทนายวิญญัติ” เห็นว่าไม่เกี่ยว เพราะการอุทธรณ์เป็นเรื่องของกระบวนการ ส่วนการพักโทษเป็นเรื่องระยะเวลา ของผู้ต้องขังทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียม เสมอภาคกัน รวมถึงระยะเวลา 1 ใน 3 ของโทษ ที่ได้รับมาก็จะมีการพิจารณาพักโทษอยู่แล้ว จึงไม่มีผลเกี่ยวข้องกัน และนายทักษิณสมควรได้รับการพักโทษเพราะอายุเกิน 70 ปี ถูกคุมขังระยะเวลาหนึ่งแล้วตามกฎหมายราชทัณฑ์
แม้ “ทนายความอดีตนายกฯ” จะมีเหตุผลในการใช้กฎระเบียบ เพื่อหาประโยชน์ให้ “ลูกความ” แต่นาทีนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งมีความเห็นทางกฎหมายที่เห็นต่าง ๆ ดังนั้นบทสรุปที่เกิดอาจจะออกมาในทางลบ อีกทั้ง “อดีตนายกฯ” ยังมีประเด็นเกี่ยวข้องกับปม “ป่วยทิพย์” ซึ่งนำมาสู่การต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับโทษ ซึ่งอาจมีคนร้องให้ตรวจสอบและขยายผลในเรื่องนี้
ขณะที่ในช่วงเย็นยังมีข่าวร้ายตามมา ที่ได้รับผลกระทบกับนายทักษิณและครอบครัวอีก โดย ศาลภาษีอากรกลาง ได้อ่าน คำพิพากษาศาลฎีกา “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร จำเลยที่ 1 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คือ พงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์, ประภาส สนั่นศิลป์ และ พิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ เป็นจำเลยที่ 2-4 ตามลำดับ เรื่องขอให้ศาลพิพากษา หรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือ แจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้ “ทักษิณ” จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทให้กับกรมสรรพากร โดยอ้างให้ “โอ๊ค-เอม” ถือหุ้น วัตถุประสงค์ขาดคุณธรรมทางภาษี ส่งผลรัฐเก็บภาษีไม่ได้
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาฯไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของกรมสรรพากรกับพวกจำเลยฟังขึ้น โดยศาลฎีกาพิจารณาเเล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตน โดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ และน.ส.พินทองทา ถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ของกฎหมายภาษีอากร ในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ อย่างถูกต้องและแน่นอน ตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่น รวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการ อันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงดและลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ส่วนประเด็นอื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดี เปลี่ยนแปลงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาได้พิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ คดีที่นายทักษิณ ชินวัตร โจทก์ยื่นฟ้องคดีทางแพ่ง กรมสรรพากร จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน เรื่องภาษีอากร จึงมีผลให้นายทักษิณ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรตามขั้นตอนกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการออกหมายบังคับคดี
หากย้อนกลับไป วันที่ 23 ม.ค.2549 การขายหุ้นชินคอร์ปฯ ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของตลาดทุนไทย และการเมืองบ้านเรา เมื่อเกิดธุรกรรมขายหุ้นบิ๊กล็อตของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,487,740,120 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 49.6% ของบริษัท ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้มีมูลค่าการซื้อขายรวมสูงถึง 73,271 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นดีลที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุด ดีลหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายชื่อผู้ขายหุ้นชินคอร์ปฯประกอบด้วยสมาชิกครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์

โดย “พินทองทา ชินวัตร” เป็นผู้ขายรายใหญ่จำนวน 604 ล้านหุ้น มูลค่า 29,776.55 ล้านบาท รองลงมาคือ “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” จำนวน 404.43 ล้านหุ้น มูลค่า 19,918.19 ล้านบาท “พานทองแท้ ชินวัตร” 458.55 ล้านหุ้น มูลค่า 22,584 ล้านบาท “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” 20 ล้านหุ้น มูลค่า 985 ล้านบาท และ “บุษบา ดามาพงศ์” 159,600 หุ้น มูลค่า 7.86 ล้านบาท
โดยการขายหุ้นจำนวนมหาศาลครั้งนี้ไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากกฎหมายภาษีระบุว่า กำไรจากการขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้น เลยทำให้ถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้น รวมถึงกรณีที่ “พินทองทา-พานทองแท้” ซื้อหุ้นชินคอร์ปฯจากบริษัทแอมเพิลริช ในราคาเพียง 1 บาทต่อหุ้น ก่อนจะขายให้เทมาเส็กในราคา 49.25 บาท ซึ่งกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกตรวจสอบ ทั้งในเรื่องกฎเกณฑ์ของ กลต. และข้อสงสัยเรื่องการใช้ “นอมินี” แทนการถือหุ้นของ “ทักษิณ“ และเหตุการณ์ครั้งนี้ กลายเป็นชนวนสำคัญ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างกว้างขวาง
จนนำไปสู่ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 และต่อเนื่องไปสู่คดีความต่าง ๆ ที่ยืดเยื้อหลายปี
จนกระทั่งวันที่ 26 ก.พ.2553 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษายึดทรัพย์ “ทักษิณ” จำนวน 46,373 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ศาลเห็นว่าเกิดขึ้นหลังดำรงตำแหน่งนายกฯและได้รับประโยชน์จากการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทในเครือชินคอร์ป
ต่อมาในปี 2563 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปีในคดีนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปฯ และเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับ ในคดีที่กรมสรรพากรยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร โดยตัดสินให้กรมสรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท จากนายทักษิณได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทสรุปของคดีต่อเนื่องจากดีลปี 2549
ต้องยอมรับจาก “2 วิบากกรรม” ที่เกิดขึ้นกับ “อดีตนายกฯ รายนี้” นอกจะส่งผลความไม่แน่นอน เรื่องการได้รับอิสรภาพ ยังมีประเด็นที่กระทบเรื่องสถานะทางธุรกิจ เท่ากับมีปัญหาทั้ง “กระแส” และ “กระสุน”
แม้ตระกูล “ชินวัตร” จะมีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้ถูกมองในประเด็นความอ่อนไหว ถูกคาดเดาไปต่างนานา ยิ่งเกิดในช่วง พรรคเพื่อไทย (พท.) กำลังอยู่ในช่วง ยกเครื่องใหม่ หลังต้องหลุดออกจากอำนาจรัฐ พรรคกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู เพื่อหวังมามีบทบาททางการเมือง แต่เมื่อ “ทักษิณ” ในฐานะ “ผู้นำจิตวิญญาณ” กำลังเผชิญ มรสุมรุมเร้า หลังจากที่เคยหวังจะได้คะแนนสงสาร จากการยอมเข้ารับโทษในเรือนจำ แต่กลับต้องมาติดบ่วงในคดี 112 อีก และยังต้องถูกเรียกเก็นภาษีอีกนับหมื่นล้านบาท
ก่อนหน้านั้น “แพทองธาร ชินวัตร” บุตรสาวทักษิณ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เพราะมีปัญหาเรื่องคลิปเสียง การสนทนาระหว่าง “แพทองธาร” กับ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาล รธน. ชี้ผลพวงดังกล่าวมีผลกระทบด้านจริยธรรม

วันนี้ใครจะนึกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา จะตามมาไล่ล่าอดีตนายกฯ และยังต้องคอยลุ้นเรื่องคดีความ ที่อาจกระทบกับอิสรภาพในอนาคตอีก ขณะที่ พรรคเพื่อไทยที่กำลังจะเดินหน้าเข้าสนามเลือกตั้ง ก็มีปัญหาทั้งเรื่องความพร้อมทั้งกระแสความนิยม และเงินทุนที่ใช้ในการหาเสียง ยิ่งในช่วงที่ตระกูล “ชินวัตร” ต้องแบกรับภาระการจ่ายภาษีนับหมื่นล้านบาท หนทางที่พรรคสีแดงจะผงาด เพื่อลุ้นชิงความเป็นแกนนำรัฐบาล แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ แค่จะลุ้นไม่ให้มี สส.ไหลออกจากพรรค ก็ต้องลุ้นกันแบบวันต่อวัน
หรือจะถึงเวลาที่ “ชินวัตร” ใกล้จะหมดพลัง ในการสร้าง “อำนาจต่อรองการเมืองไทย” แล้ว
……………….
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”






































