สถานการณ์โควิด-19 เคลื่อนมาถึงทางแยก ที่คนไทยต้องเลือกว่าจะไปทางไหน แต่ผู้ถือเดิมพันกลับเป็นรัฐบาล หากตัดสินใจผิดก็หมดสิทธิ์ต่อตั๋ว
โควิดระบาดในรอบแรกเมื่อปีก่อน รัฐบาลเลือกล็อกดาวน์ปิดเมือง สามารถยุติการแพร่เชื้อ 100 เปอร์เซ็นต์ สำเร็จภายใน 2 เดือน แต่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง ถึงขนาดรัฐบาลต้องควักเงินก้อนโตกว่า 5 แสนล้านออกมายาไส้ประชาชนไม่ให้อดตาย และธุรกิจจำนวนมากยังไม่ฟื้น
มาถึงปีนี้มีการระบาดในรอบสอง รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางใหม่ โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าครั้งแรก นั่นคือ ไม่ล็อกดาวน์ปิดเมือง ผ่อนปรนให้ทำธุรกิจได้แม้จะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ฉะนั้นจะมีผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ตลอดเวลา เพียงแต่ควบคุมไม่ให้ระบาดเป็นวงกว้าง
หรือ..?? รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ มากกว่าผลกระทบที่เกิดจากโควิด

สังเกตจาก คุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.พยายามรณรงค์ให้ประชาชนอย่าการ์ดตก แต่ กทม.กลับลดการ์ด โดยอนุญาตให้เปิดสถานประกอบการ 13 ประเภท เช่น ร้านนวด ร้านตู้เกม โรงยิม แม้จะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อก็ตาม
หรือ..?? รัฐบาลมั่นใจว่าเอาอยู่ เพราะ
1.มีวัคซีนให้ฉีดแล้ว จึงไม่ห่วงเรื่องการแพร่เชื้อ
2.วิกฤตเศรษฐกิจสาหัสกว่าโควิด
3.แม้จะล็อกดาวน์ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะยุติการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวก็ลักลอบนำแรงงานเถื่อนพ่วงโควิดเข้ามาระบาดอีกเหมือนเดิม
4.คนไทยคุ้นชินกับโควิด รู้จักป้องกันตัวเอง จึงไม่มีอะไรน่าห่วง
จากเหตุผลทั้ง 4 ประการข้างต้น ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลประเมินสถานการณ์โควิดในรอบนี้ ถูกต้องหรือผิดพลาด
เทียบกับสถิติการระบาดในรอบแรก แต่ละวันจะพบผู้ติดเชื้อขึ้น ๆ ลง ๆ ถึง 5 ระลอก และพบผู้ติดเชื้อสูงสุดซึ่งเกิดขึ้นในระลอกแรก วันเดียวพบ 188 คน จากนั้นผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบในแต่ละวันจะค่อย ๆ ลดลง และขยับขึ้นบ้างแต่ไม่สูงมากนัก จนหมดไปในที่สุด

ส่วนการระบาดรอบสอง พบผู้ติดเชื้อสูงสุดในระลอกแรก 576 คน และขยับขึ้นในระลอกสองเป็น 745 คน แล้วค่อยลดลงมาในระลอกสาม 459 คน จากนั้นลดลงมาเหลืออยู่ประมาณวันละ 100 กว่าคน เมื่อดูตัวเลขเฉลี่ยแล้ว การระบาดครั้งแรก พบผู้ติดเชื้อต่อวันน้อยกว่าการระบาดในครั้งนี้ 2-3 เท่า
หากสถิติการพบผู้ติดเชื้อลดลงไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่พอเอาไปเทียบกับครั้งแรกซึ่งมีการระบาด 5 ระลอก ส่วนในครั้งนี้เพิ่งระบาดแค่ 2 ระลอก คำถามก็คือ จะมีระลอกอื่นตามมาหรือไม่ เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อแบบไม่รู้ตัว และมีพฤติกรรมเสี่ยงจากการเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับคนหมู่มาก จึงมีโอกาสรับเชื้อและแพร่เชื้อได้ตลอดเวลา
ในรอบนี้รัฐบาลประเมินว่า ประชาชนห่วงเศรษฐกิจมากกว่ากลัวโควิด แต่ในข้อเท็จจริง ถ้าประชาชนกลัวโควิดมากกว่าห่วงเศรษฐกิจ
ให้ระวังเก็งข้อสอบผิด จะพากันสอบตกยกชั้น.
…………………………
#ดินสอโดม