สอบปม“โบรกเกอร์ A”พัวพัน“ฟอกเงิน” เตือน“กมธ.”อย่าเป็นเครื่องมือของใคร

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ในการประชุม คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมได้ พิจารณาศึกษาและตรวจสอบมาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ หรือ “โบรกเกอร์” เป็นช่องทาง “เปิดบัญชีม้าและฟอกเงิน”

ที่ประชุมได้รับฟังคำชี้แจงจาก…ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย

ประเด็นสำคัญคือ กรณีการใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง เรียกว่า “โบรกเกอร์ A” เป็น ช่องทางรับและโอนเงิน ที่เกี่ยวข้องกับ ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และ บัญชีม้า

โดยข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) ระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 มีคดีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของบริษัทดังกล่าวถึง 393 คดี มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 58 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจสอบและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา จำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งสามารถระงับธุรกรรมและคืนเงินให้ผู้เสียหายได้บางส่วน

ผลการตรวจสอบพบ “ช่องโหว่บางประการ” ในกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านการตรวจสอบบัญชีธนาคารปลายทาง การยืนยันตัวตนลูกค้า และขั้นตอนการถอนเงิน ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงระบบและเพิ่มมาตรการควบคุมความเสี่ยงแล้ว

ขณะเดียวกัน กรรมาธิการฯได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเพียงพอของมาตรการกำกับดูแล การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์รู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบของทั้งผู้ประกอบธุรกิจและหน่วยงานกำกับดูแลต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ด้าน สำนักงาน ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติและมาตรการเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่ที่ตรวจพบ และอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ โดยยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์

ส่วน สำนักงาน ปปง. ระบุว่า ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว ทั้งในด้านการตรวจสอบธุรกรรม การติดตามทรัพย์สิน และการพิจารณาความผิดฐานฟอกเงินของผู้เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปที่เป็นสาระสำคัญภายในเวลาประมาณ 1 เดือน

ที่ประชุมจึงมีมติให้ “ก.ล.ต.” และ “ปปง.” ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด พร้อมติดตามความคืบหน้าของคดีจากพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน และรายงานผลเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมาธิการฯ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามผลการดำเนินงานในประเด็นต่าง ๆ ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในลำดับต่อไป

โดยหลักการแล้ว การที่คณะกรรมาธิการฯ เรียกตรวจสอบกรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะหากพบว่า มีการปล่อยปละละเลย จนทำให้ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินจริง ย่อมต้องเร่งหามาตรการป้องกันไม่ให้การซื้อขายหุ้น ทองคำ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กลายเป็นช่องทางของอาชญากรรมทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กัน คือ “ที่มาของเรื่องร้องเรียน” และกระบวนการนำประเด็นดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการฯ มีความโปร่งใสและปราศจากผลประโยชน์แอบแฝงเพียงใด

เนื่องจากมีข้อสังเกตว่า “โบรกเกอร์ A” ที่ถูกตรวจสอบอาจมีข้อพิพาททางกฎหมายกับ “สื่อมวลชนรายหนึ่ง” อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่อาจมองข้ามความเป็นไปได้ ที่การตรวจสอบครั้งนี้อาจถูกตั้งคำถามว่า เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางธุรกิจหรือไม่

หากเป็นเช่นนั้นจริง ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของคณะกรรมาธิการฯ เพราะอาจถูกมองว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีโดยไม่รู้ตัว หรือในกรณีที่รับรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด บทบาทสำคัญของคณะกรรมาธิการฯ คือการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและผลักดันมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างเอกชน หรือรับใช้ผลประโยชน์ของ “ใครบางคน” ภายใต้การตรวจสอบโดยกระบวนการของรัฐสภา

…………….

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img