ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบผันผวนหนักมากขนาดว่ามีทั้งขาขึ้นพรวดพราด และลดลงในวันเดียวกัน มาถึงตอนนี้ก็ยังวางใจไม่ได้ ไม่ได้มาทางฝั่งขาลงเสียทีเดียว ก็ล่าสุดราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 5% เมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 ที่ผ่านมา น้ำมันดิบเบรนท์มาอยู่ที่ระดับ 78 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนน้ำมัน WTI พุ่งไปที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่ได้ลงนามกันไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.69 และกองทัพสหรัฐโจมตีหลายระลอกต่อเป้าหมายในอิหร่าน สาเหตุเพื่อตอบโต้ต่อการที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำที่กำลังเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งที่เพิ่งเปิดให้เดินเรือผ่านไปไม่กี่วัน
ก็รู้กันอยู่ว่าเหตุการณ์ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันลอยตัวสูงมานาน พอเห็นข้อตกลงหยุดยิง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็เรียกร้องกันทันทีอยากให้ราคาน้ำมันลดลงกลับมาที่เดิม โดยเฉพาะดีเซลต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร อย่างว่านโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาดีเซลมาหลายยุคหลายสมัยติดต่อกัน ทำให้เราชินกับราคานี้และไม่ชินกับราคาที่ผู้ผลิตน้ำมันเขายกระดับไปแล้วจากเหตุสงครามในตะวันออกกลาง

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ก็ออกมาแสดงบทบาทให้ลดราคาน้ำมัน อ้างถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยประธาน ส.อ.ท. นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ระบุว่า “จากสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบได้ปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่มีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งพิจารณามาตรการให้ราคาพลังงานในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลงอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนของภาคธุรกิจโดยเร็ว และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” ทั้งนี้การเรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันของผู้ประกอบการ จะทำให้ราคาสินค้าที่ขึ้นไปแล้วลดลงหรือไม่? ก็เป็นคำถามจากประชาชนกลับไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตามตอนนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลทำนโยบายพลังงานสนองกระแสเป็นหลัก เมื่อแรงกดดันมาก็ทำให้ต้องหาทางทำให้น้ำมันลดลง มีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ไปเมื่อวันที่ 7 ก.ค.และมีมติปรับเพิ่มการชดเชยน้ำมันอีก เพื่อทำให้น้ำมันลดลง ทั้งที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีสถานะติดลบอยู่ 57,362 ล้านบาท ในส่วนของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเป็นชดเชย 2.90 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกลดเป็น 34.94 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็ว บี20 เพิ่มการชดเชยเป็น 8.46 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 29.94 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลก็เช่นกัน มีผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายจ่ายสุทธิเพิ่มเป็นวันละ 213.91 ล้านบาท มตินี้มีผลต่อราคาน้ำมันไปเมื่อวานนี้ (วันที่ 8 ก.ค.) พอปรับลดไปไม่กี่ชม.ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ดีดกลับมาปรับขึ้นอีก หลังประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาบอกว่า “ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว” ดังนั้นที่คาดการณ์ว่าทิศทางน้ำมันตลาดโลกลดลงยังไม่ใช่เสียทีเดียว ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไปแล้ว

ที่แน่นอน คือ โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยกำลังเดือดร้อน เรื่องถูกจับตาค่าการกลั่นไม่ให้สูงเกินไปก็เรื่องหนึ่ง มีเรื่องใหญ่ที่สำคัญกว่านั้นซึ่งกระทบการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน คือ “การห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” ตามที่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลมีเหตุผลที่ใช้มาตรการนี้เพื่อ “กันน้ำมันไว้สำรองใช้ในประเทศ” จนถึงบัดนี้คำสั่งนี้ยังคงอยู่
งานนี้สองเสียงกูรูพลังงานชั้นเซียนที่ได้รับยอมรับนับถือ อย่างดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ถึงกับประสานเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งห้ามผู้ค้าน้ำมันส่งออกน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชนิด Jet A-1 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว ออกจากราชอาณาจักร
ความกังวลของกูรูพลังงานทั้งสอง มองว่าการห้ามส่งออกไม่ได้กระทบต่อการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้น แต่กระทบห่วงโซ่การผลิตของโรงกลั่นน้ำมันซึ่งจะลากยาวไปไกลด้วย เพราะเป็นต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมปลายน้ำอีกจำนวนมาก ผลิตภัณฑ์อย่างแนฟทา ก๊าซหุงต้ม (LPG) และวัตถุดิบอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยการผลิตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเคมี พลาสติก บรรจุภัณฑ์ (packaging) และภาคการผลิตอื่นๆ ไปถึงมูลค่าการส่งออก ดุลการค้า รายได้รัฐ และท้ายที่สุดจะกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยเอง

โดยเขา อธิบายว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นการบริหารสมดุลของกระบวนการกลั่นน้ำมัน ไม่ใช่เพราะมีน้ำมันเหลือเฟืออย่างไร้เหตุผล และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เมื่อนำน้ำมันดิบมากลั่นนั้น โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถเลือกผลิตเฉพาะน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เมื่อกลั่นน้ำมันดิบหนึ่งชุด (Lot) จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปหลายชนิดออกพร้อมๆกันเป็นล็อต ได้แก่ LPG แนฟทา เบนซิน น้ำมันอากาศยาน (Jet fuel) ดีเซล น้ำมันเตาและยางมะตอย ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในบ้านเราก็ขึ้นๆลงๆแล้วแต่ช่วงไม่สอดคล้องกับที่โรงกลั่นผลิตได้เสมอไป ดังนั้นจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นเกินความต้องการในประเทศเสมอในแต่ละล็อต ทั้งดีเซล เบนซิน น้ำมันเตา หรือ Jet fuel คำสั่งห้ามส่งออกไปเรื่อยๆจึงหมายถึงต้องใช้ถังเก็บในปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เพราะณ วันนี้ โรงกลั่นยังเดินเครื่องผลิต 24 ชม.ทุกวันไม่มีวันหยุด เมื่อต้องเก็บผลิตภัณฑ์ในถังนานๆจากระบบเดิมมีการหมุนเวียนส่งออกไปขาย สถานการณ์ตอนนี้ คือ ถังเก็บกำลังล้น
กูรูพลังงานทั้งสอง ให้สัญญาณว่า ถ้าถังเต็มเพราะระบายออกสู่ตลาดไม่ได้ สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอน คือ การลดหรือหยุดการสั่งซื้อน้ำมันดิบเข้ามากลั่น เพราะการส่งออกซึ่งเป็น “วาล์วระบาย” ที่ทำให้โรงกลั่นเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ (economy of scale) ถูกปิดไป จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันส่วนเกิน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ไม่ใช่ไปลดความมั่นคงด้านพลังงาน
หากโรงกลั่นต้องลดกำลังผลิต เพราะส่งออกน้ำมันส่วนเกินไม่ได้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่จะลามไปยังห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ แน่ๆคือทำให้เม็ดเงินที่ได้จากการส่งออกหายไป ข้อมูลย้อนหลังของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่า ก่อนสงครามไทยส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 26–34 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2568 ไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 12,616 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 242,395 ล้านบาท จัดเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 12 ของประเทศ หลังมีคำสั่งห้ามส่งออก ข้อมูลเดือนมีนาคมและเมษายน 2569 เหลือประมาณ 11 และ 9 ล้านลิตรต่อวันตามลำดับ ซึ่งส่งออกไปลาวและเมียนมา มูลค่าส่งออกตั้งแต่มกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่ 89,309 ล้านบาท
ในเชิงผลกระทบต่อภาพรวมของภูมิภาค กูรู มองว่า ข้อดีของส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันส่วนเกินจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในภูมิภาคเอเชีย เพราะผลิตภัณฑ์ที่ไทยส่งออกจะไปเพิ่มอุปทานในตลาดโลก เช่นที่ตลาดสิงคโปร์และเพื่อนบ้านโดยรอบ และมาเกี่ยวโยงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่นที่ไทยใช้อ้างอิงตามมา เพราะหากกำลังผลิต (supply) ในตลาดภูมิภาคเพิ่มขึ้นจะไปลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน และ ในทางตรงกันข้าม หากทุกประเทศต่างสงวนน้ำมันสำเร็จรูปไว้ใช้ในประเทศและห้ามส่งออกส่วนเกิน supplyในภูมิภาคจะตึงตัวมากขึ้นและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจสูงขึ้นด้วย ซึ่งในภูมิภาคนี้รวมถึงไทยเองก็ใช้ราคาตลาดในสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore: MOPS) นี่แหละในการอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น

หากยกเลิก “ข้อห้ามส่งออกแบบทั่วไปและไม่มีกำหนดสิ้นสุด” แล้ว จะต้องมีมาตรการอะไรมารองรับเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใส มี 5 ข้อเสนอแนะจากดร.พรายพล และดร.คุรุจิต ดังนี้ 1) ต้องมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปขั้นต่ำตามจำนวนวันใช้จริงในประเทศ 2) ต้องให้ความสำคัญกับการขายในประเทศก่อนการส่งออก 3) ต้องรายงานปริมาณผลิต ใช้ในประเทศ สต็อก ส่งออก และนำเข้าต่อกรมธุรกิจพลังงานเป็นรายสัปดาห์ในช่วงที่สถานการณ์ยังเปราะบาง 4) หากสต็อกผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น ดีเซล เบนซิน Jet A-1 หรือ LPG ต่ำกว่าระดับเตือนภัย รัฐบาลสามารถระงับหรือจำกัดการส่งออกเฉพาะรายการนั้นได้ทันที และ 5) ต้องมีระบบติดตามการกักตุนและการเคลื่อนย้ายน้ำมันข้ามชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองกูรูเชื่อว่ากรอบนี้จะทำให้ “รัฐบาลยังรักษาอำนาจกำกับดูแลในยามฉุกเฉิน แต่ไม่สร้างความเสียหายต่อระบบโรงกลั่นโดยไม่จำเป็น”
นโยบายราคาน้ำมันของรัฐบาลในเวลานี้ดูเหมือนจะอิงแนบไปตามกระแสมากกว่าจะมีหลักการที่มั่นคง ดร.พรายพล และดร.คุรุจิต ให้กลับมายึดหลักการบริหารนโยบายพลังงานที่ว่า นโยบายพลังงานที่ดีต้องทำให้ระบบผลิต ระบบสำรอง ระบบนำเข้า ระบบส่งออก และกลไกตลาดเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างสมดุล เพราะความมั่นคงด้านพลังงานที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการปิดประตูการค้า แต่เกิดจากความสามารถของประเทศในการปรับตัว จัดหา ผลิต สำรอง และระบายส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์ พร้อมแนะนำการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะให้มากขึ้น เช่น ปริมาณสำรองกี่วัน กำลังการกลั่นเท่าใด ความต้องการใช้ในประเทศเท่าใด และปริมาณส่งออกที่อนุญาตคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของส่วนเกินหลังหักความต้องการใช้และสำรองในประเทศแล้ว โดยเขาเชื่อว่าการสื่อสารที่มากขึ้นจะช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชนและลดแรงจูงใจในการกักตุนได้ดีกว่าการสั่งห้ามส่งออกแบบเหมารวมและไม่มีกำหนดสิ้นสุด
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















