กรณี“กสทช.”คือวิกฤติความเชื่อมั่น!!! ต้นทุนแพงที่สุดของปท.ที่มองไม่เห็น

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

คนส่วนใหญ่คิดว่า การแข่งขันของประเทศ วัดกันที่ความได้เปรียบจากค่าแรง ค่าไฟ หรืออัตราภาษี ว่าใครถูกกว่าใคร แต่ “นักลงทุนระดับโลก” กลับมองว่า “ประเทศนี้มีความน่าเชื่อถือหรือไม่” มีความสำคัญยิ่งกว่า

ดังนั้นข่าวการลงมติให้ “ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ใบชัยพฤกษ์” ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง อาจเป็นเพียงข่าวเศรษฐกิจการเมืองสำหรับหลาย ๆ คน

แต่สำหรับ “นักลงทุน” ข่าวแบบนี้ ไม่ได้จบที่การเปลี่ยนตัวบุคคลเท่านั้น สิ่งที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด นั่นคือ ประเทศไทยกำลังส่งสัญญาณอะไรเกี่ยวกับคุณภาพขององค์กรกำกับดูแล เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องของวันนี้-พรุ่งนี้ แต่เป็นเรื่องของอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

บทบาทของ “กสทช.” ไม่ใช่มีหน้าที่เพียงจัดสรรคลื่นมือถือ แต่ยังเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ดิจิทัล อินเทอร์เน็ต ดาวเทียมและเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท “ทุกคำตัดสิน” จึงมีผลต่อ “ผู้ประกอบการ-นักลงทุน” รวมถึง “ผู้บริโภค”

กรณีการควบรวมกิจการระหว่าง “ทรูและดีแทค” เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผลพิจารณา แต่ทุกคนยอมรับได้ว่าการตัดสินใจของ “กสทช.” มีผลต่อโครงสร้างการแข่งขันทั้งอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ การตัดสินใจที่รอบคอบและชอบธรรมกับทุกฝ่ายและกติกาที่แน่นอน

เพราะธุรกิจสามารถรับมือกับกฏที่เข้มงวดได้ แต่ไม่สามารถรับมือกับกฏที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลายเป็นความไม่ไว้วางใจต่อสถาบันของรัฐ ประเทศที่มีสถาบันหรือองค์กรอิสระที่กำกับดูแลเข้มแข็งนักลงทุนก็กล้าลงทุนระยะยาว แต่ประเทศที่มีการเปลี่ยนกติกาบ่อย ๆ ผู้บริหารองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลถูกตั้งคำถาม หรือกระบวนการสรรหาไม่โปร่งใส ต้นทุนของนักลงทุนก็จะเพิ่มทันที

มีตัวอย่างดีมากมาย ทั้ง สิงคโปร์มีค่าแรงสูงกว่าไทย ญี่ปุ่นมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าไทย เกาหลีใต้มีค่าครองชีพสูงกว่าไทย แต่จะเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศยังสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุนในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนเชื่อว่า ประเทศเหล่านี้ จะไม่เปลี่ยนกติกาทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนผู้บริหารองค์กรอิสระที่มีหน้าที่กำกับดูแล ฉะนั้น “ความเชื่อมั่นจึงกลายเป็นสินทรัพย์” ที่มีค่ามากที่สุดของประเทศ

ตรงกันข้าม หาก “องค์กรอิสระ” ถูกตั้งคำถามบ่อย ๆ “นักลงทุน” จะเริ่มเห็น “ค่าความเสี่ยง” มากขึ้น นักลงทุนก็จะแก้ปัญหาด้วยการชะลอการลงทุน บางโครงการต้องย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น บางโครงการก็ต้องล้มเลิกไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นต้นทุนของประเทศ ทำให้ “ประเทศเสียโอกาส”

ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังแข่งขันกับเวียดนาม อินโดนีเซียและมาเลเซีย การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครมีค่าแรงถูกกว่า แต่อยู่ที่ว่า…ใครมีสถาบันที่กำกับดูแลเข้มแข็งกว่าน่าเชื่อถือกว่า เมื่อบริษัทระดับโลกจะสร้างศูนย์ข้อมูล โรงงานชิป หรือธุรกิจ AI คำถามแรกจากปากนักลงทุน ไม่ใช่ค่าไฟเท่าไหร่? แต่เขาจะดูว่า ประเทศที่เขาจะลงทุน มีกติกาที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่ อันนี้สำคัญอย่างมาก

บทเรียนจาก “กสทช.” จึงไม่ควรจบลงที่การถกเถียงว่า ใครผิดหรือถูก แต่ควรนำไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า เราจะทำอย่างไร…ให้องค์กรอิสะ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลของไทยได้รับความน่าเชื่อถือ นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน เพราะประเทศที่แข็งแรงไม่ได้พึ่งคนเก่งเพียงคนเดียว แต่พึ่งระบบที่ทำให้ทุกคนเก่ง ทุกคนทำงาน ภายใต้กติกาเดียวกัน

ในที่สุดแล้ว เชื่อว่า ต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ ไม่ใช่ค่าไฟ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย แต่คือ นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น เพราะถ้าถนนชำรุดยังซ่อมได้ โรงไฟฟ้าขาดเรายังสร้างเพิ่มได้ แต่เมื่อใดที่ “ความเชื่อมั่นพังทลายลง” การสร้างให้กลับคืนมา อาจะต้องใช้เวลามากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ทั้งประเทศ

ผมไม่ได้กังวลว่า ใครจะมาเป็น ประธาน กสทช. แต่เมื่อเกิดกรณีอย่างนี้ นักลงทุนต่างชาติจะมองประเทศไทยอย่างไร

นักลงทุนเขาไม่ได้ตัดสินจากคนคนเดียว แต่ตัดสินจากคุณภาพของระบบ คนเปลี่ยนได้ แต่กติกาไม่ควรเปลี่ยน ผู้บริหารเปลี่ยนได้ แต่ “ความน่าเชื่อถือของสถาบัน” ไม่ควรสั่นคลอน ประเทศจะแข็งแรง ไม่ได้อยู่ที่การมีคนเก่งแค่ไม่กี่คน แต่อยู่ที่การ “มีระบบ” ที่ทำให้คนทุกคนทำงานภายใต้ “กติกาเดียวกัน”

ประเทศไทยอาจไม่ได้มีทรัพยากรมากที่สุด ไม่ได้มีค่าแรงต่ำที่สุดและไม่ได้มีตลาดใหญ่ที่สุด แต่เรายังสามารถแข่งขันได้ หากมีสถาบันหรือองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลที่เข้มแข็งโปร่งใส เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนและนักลงทุน

ต้องคอยดูกรณี “กสทช.” ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร จะเร่งแก้ปัญหาหรือปล่อยให้อึมครึม เบลอ ๆ อุ้มกันไปเรื่อย ๆ ล้วนมีผลต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศทั้งสิ้น ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ชนิดกระพริบตาไม่ได้โดยเด็ดขาด

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img