ลดคนเพื่อประหยัดงบแต่คนไทยรับภาระ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ประเทศไทย กำลังเดินเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ “ระบบราชการ” เมื่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เคาะ แนวทางการปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐ ทั้งการชะลอการเพิ่มอัตราข้าราชการ การบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และการทยอยยุบตำแหน่งใน 11 สายงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570

มาตรการนี้…มีเป้าหมายชัดเจนคือ ควบคุมขนาดกำลังคนภาครัฐและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลวางเป้าหมายระยะยาวในการลดกำลังคนภาครัฐมากกว่า 30,000 อัตรา ภายใน 8 ปี

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของ “การลดคน” แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่รัฐบาลส่งออกมาให้เห็นว่า การจัดทำงบประมาณแบบเดิม ๆ ที่ทำกันมานั้น กำลังจะเดินต่อไปไม่ไหว

อย่างที่รู้…งบประมาณภาครัฐ มีรายจ่ายประจำในสัดส่วนสูง ขณะที่ รายได้รัฐบาล ก็ไม่ได้ขยายตัวเร็วพอที่จะสร้างพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้

งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวมประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 2.777 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่สำหรับการนำงบไปลงทุนและสร้างการเติบโตใหม่ ๆ มีข้อจำกัด

ดังนั้น…การลดกำลังคนจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า…ประหยัดเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น!

แต่ต้องมองว่า รัฐกำลังพยายาม “ปลดล็อก” งบประมาณจากค่าใช้จ่ายที่ผูกพันอยู่ในระบบ เพื่อนำไปใช้กับภารกิจที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่า

แต่คำถามสำคัญคือ ลดแล้วประเทศได้อะไร? คนไทยทั้งประเทศได้อะไร?

เพราะ… การ “ลดคน” ไม่ใช่คำตอบโดยอัตโนมัติ หาก “ยุบตำแหน่ง” แต่ภารกิจยังเท่าเดิม คนที่เหลืออาจต้องรับภาระมากขึ้น ประชาชนอาจต้องรอนานขึ้น การอนุมัติล่าช้า หรือเกิดการจ้างเหมาบริการและจ้างงานรูปแบบอื่นเข้ามาทดแทน

สุดท้าย! ภาครัฐก็อาจไม่ได้ลดต้นทุนที่แท้จริง เพียงแต่ เปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินจากเงินเดือนข้าราชการไปเป็นค่าจ้างรูปแบบอื่น นี่จึงเป็นจุดที่รัฐบาลต้องระวังมากที่สุด!

“สำนักงาน ก.พ.” เองมีกรอบบริหารกำลังคนที่พยายามให้ส่วนราชการบริหารอัตราว่างจากการเกษียณอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดแนวทางควบคุมตำแหน่งว่างไม่ให้ค้างอยู่ในระบบโดยไม่มีความจำเป็น

โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่แค่…ลดกี่คน แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ลดจากตรงไหน แล้วเอางบฯ ไปทำอะไรต่อ

หากทำได้ “ถูกต้อง-ถูกฝา-ถูกตัว-ถูกคน” ก็เป็นที่แน่นอนว่า…ผล..ย่อมส่งมาถึงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะช่วยลดงบประมาณในระยะยาว  เพราะรู้ดีกันอยู่แล้วว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการนั้นไม่ใช่มีแค่เงินเดือน แต่ยังเกี่ยวข้องกับสวัสดิการ เงินสมทบ ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และภาระบำนาญในอนาคต

ดังนั้น…การไม่ทดแทนบุคลากรอัตราที่เกษียณด้วยการบรรจุใหม่ทุกตำแหน่ง ย่อมสามารถช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของภาระรายจ่ายบุคลากรในระยะยาว

หากรัฐบาลสามารถลดรายจ่ายประจำ แล้ว…โยกไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล การศึกษา เทคโนโลยี งานวิจัย หรือมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังสร้างอนาคตให้กับประเทศ

ขณะเดียวกันงานธุรการ งานเอกสาร งานประมวลผลข้อมูล หรือกระบวนการที่สามารถทำด้วยระบบอัตโนมัติและ AI ได้ ไม่ควรต้องใช้คนจำนวนมากเหมือนในอดีต

แต่! ที่ต้องตามติดคือ เมื่อรัฐมีขนาดเล็กลงแล้ว ประชาชนจะลำบากขึ้นหรือไม่?

นี่คือเรื่องใหญ่… เพราะถ้ารัฐลดคน โดยไม่ได้ปรับกระบวนการทำงาน ประชาชนก็ต้องเข้ามาแบกรับภาระ กลายเป็นคนจ่ายต้นทุนแทนไปโดยปริยาย  ซึ่งการลดคนก็ต้องมากับการเพิ่มผลิตภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ลดจำนวนคนลงไปเท่านั้น

ในอีกมุมที่ต้องนำมาคิด น่าจะเป็นเรื่องของ ตลาดแรงงานรุ่นใหม่ เพราะการชะลอการเปิดรับข้าราชการใหม่ อาจทำให้คนรุ่นใหม่มองว่าช่องทางเข้าสู่ราชการมีน้อยลง จนกลายเป็นแรงผลักให้แรงงานรุ่นใหม่ไหลเข้าสู่ภาคเอกชน สตาร์ตอัพ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่มากขึ้น

ขณะเดียวกัน หากรัฐสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีพอ ผลลัพธ์…อาจกลายเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่ จากคนจำนวนหนึ่ง ที่เคยต้องการงานมั่นคงในระบบราชการ ไปสู่คนที่เลือกสร้างรายได้และอาชีพจากเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้รวดเร็วมากขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ใช่ “ลดคนเพื่อให้ตัวเลขสวย” เท่านั้น เพราะประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเพียงเรื่องจำนวนข้าราชการ แต่มีปัญหาเรื่อง “ผลิตภาพของระบบราชการ” จนมีคำปรียบเปรยว่า…เช้าชาม-เย็นชาม ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

…………………………….

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img