“ประเทศไทย” กำลังเผชิญกับ “การจัดสรรงบประมาณ” ที่บิดเบี้ยวและตึงตัวอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 70 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท
ที่มีความจริงที่น่าตกใจ โครงสร้างการคลังที่ถูกแช่แข็งด้วยรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะ “รายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐและข้าราชการ” ที่พุ่งสูงถึงประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของวงเงินงบประมาณทั้งประเทศ
งบก้อนนี้ ครอบคลุมทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน และภาระผูกพันด้านสวัสดิการที่ฝังตัวอยู่ใน “งบกลาง” อีกกว่า 5.72 แสนล้านบาท
เรื่องนี้…ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลไกของรัฐ” กลับ “กัดกินตัวเอง” จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่ออนาคตประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่กลายเป็น “หลุมดำขนาดใหญ่” ที่กำลังดูดกลืนงบประมาณแผ่นดินอย่างไม่รู้จบ

ล่าสุด! กรมบัญชีกลาง ได้ส่งสัญญาณ “รื้อใหญ่” ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ผ่านการแก้ไขร่าง พ.ร.ฎ.เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ใน 4 ประเด็น เพื่อ “ปิดตายทุกช่องโหว่”
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการตรวจเช็กบัญชีเพื่อประหยัดงบประมาณประจำปีธรรมดา แต่ถือว่า…เป็นการประกาศสงครามกับพฤติกรรมการใช้สิทธิที่บิดเบือนและการทุจริตเชิงโครงสร้าง ที่ฉุดรั้งเสถียรภาพทางการคลังของประเทศมานานนับทศวรรษ
ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่พุ่งทะยานสู่ 90,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน และกำลังทะลักไปสู่สัญญานเตือนภัยที่ 94,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570
ขณะเดียวกัน ยังมียอดความเสียหายจากการทุจริตสะสมในรอบ 10 ปี ที่พบว่ามีสูงถึง 200-250 ล้านบาท ด้วยการเข้าไปรับยาแล้วนำไปขายต่อ
พฤติกรรมเหล่านี้ ได้บ่งชี้ชัดเจนว่า ระบบสวัสดิการที่ดูแลข้าราชการและครอบครัวรวมเกือบ 5 ล้านคน กำลังเผชิญภาวะ “Moral Hazard” หรือ การจงใจใช้สิทธิเกินความจำเป็นขั้นรุนแรง

เหตุใหญ่ใจความ ก็น่าจะหนีไม่พ้นในเรื่องของการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” จึงทำให้มากกว่าครึ่งของข้าราชการและครอบครัว เป็นผู้มีสูงวัยมีอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ที่เข้ามาใช้สิทธิ
ยังรวมไปถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรค ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่พฤติกรรมที่ไม่สมควรที่ทำให้งบประมาณด้านนี้ทะยานสูงขึ้นทุกปี
ไม่เพียงเท่านี้ ด้วยจำนวนของเจ้าหน้าที่ ที่จะมากลั่นกรองความถูกต้องในการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็มีอยู่เพียงน้อยนิด หรือประมาณ 6 คน เมื่อเทียบกับจำนวนรายการเบิกจ่ายที่มีเข้ามามากถึงปีละ 35 ล้านรายการ
เรื่องนี้… ถือว่า สะท้อนภาพระบบการตรวจสอบที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!
4 ประเด็นใหญ่ ที่กรมบัญชีกลางเข้ามาดัดหลังพวกฉวยโอกาส ทั้งการ ตัดช่องทางเงินสด ด้วย “จ่ายตรง 100%” บังคับให้สถานพยาบาลทุกแห่ง เบิกค่ารักษาผ่านระบบจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น เพื่อตัดวงจรการใช้ใบเสร็จตบแต่ง หรือระบบเงินสดที่ตรวจสอบยาก
นอกจากนี้ยัง จำกัดขอบเขตสิทธิครอบครัว โดยเปิดทางให้สมาชิกในครอบครัวข้าราชการเลือกใช้สิทธิอื่น ๆ เช่น บัตรทอง หรือประกันสังคม ได้ตามความสมัครใจ เพื่อลดจำนวนประชากรที่แชร์งบประมาณก้อนนี้ลง
รวมทั้งยังมีมาตรการลงโทษแบบ “ตัดสิทธิยกครัว” โดยใช้กฎหมายปกครองขั้นเด็ดขาด หากพบสมาชิกคนใดในครอบครัว ตระเวนรับยาไปขายต่อ จะถูกลงโทษด้วยการตัดสิทธิเบิกจ่ายทั้งครอบครัวทันที รวมถึงตัวข้าราชการที่เป็นผู้ครองสิทธิหลักด้วย

สุดท้ายคือ กำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ของสถานพยาบาล เพื่อลดการใช้ยาที่เกินความจำเป็น
การเทคแอคชั่นด้วยการล้อมคอกในครั้งนี้ น่าจะเปรียบเหมือนกับ “ผ้าพันแผล” เพื่อห้ามเลือดไม่ให้งบประมาณไหลโจ๊กไปมากกว่านี้
แต่!…ในระยะยาวแล้ว การจะสลัดตัวเองออกจากหลุมดำทางการคลังนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องกล้าปรับโครงสร้างสวัสดิการของ “ข้าราชการบรรจุใหม่” อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะการจ่ายเงินเดือนที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับการไม่มีบำนาญและยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาลฟรีตลอดชีพหลังเกษียณ
เพราะ…เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการผูกมัดตัวเองอยู่กับระบบข้าราชการโบราณ แต่ต้องการค่าตอบแทนที่สูงพอที่จะไปวางแผนชีวิตและซื้อประกันสุขภาพเอกชนที่ยืดหยุ่นกว่า ก็ต้องมารอดูว่า…การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้จะได้ผลเพียงใด?
…………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















