‘มหกรรมรีดกำไรจากโรงกลั่น’ยังไม่หยุด! ‘3กลุ่ม’เดินเกมสอดรับ-จ้ำจี้จ้ำไช‘เอกนัฏ’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

วันนี้ (16 เม.ย.69) จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ที่กระทรวงพลังงาน จัดแพ็กมาเลย ประกอบด้วย กลุ่มสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ที่ได้นัดหมายเข้าพบ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน เพื่อเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปพลังงาน” อย่างแข็งขัน

คุ้น ๆ ว่า แพ็กนี้เคยมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 62 สมัยที่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เป็นรมว.พลังงาน

ข้อเรียกร้องหลักตอนนี้ มุ่งไปที่ ขอให้ “รมว.พลังงาน” ลดค่าการกลั่นลงอีก จากที่กระทรวงพลังงานได้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นไปแล้ว 2 บาทต่อลิตร มีผลให้ราคาหน้าปั๊มลดไป 2.14 บาทต่อลิตร ซึ่งแนวคิดของสภาผู้บริโภค และเครือข่ายฯมองว่า ลดน้อยไป ต้องลดกำไรของโรงกลั่นน้ำมันลงอีก เพื่อเอาไปลดราคาหน้าปั๊ม

แต่จะลดได้อีกหรือไม่ และลดอย่างไร มีข้อเสนอของ “ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์” หนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่ได้หาทางออกไว้น่าสนใจ แบ่งเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1.การคิดต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งตอนนี้อ้างอิง MOPS (Mean of Platts Singapore) หรือค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายกันในตลาดสิงคโปร์ ยกตัวอย่างราคาอ้างอิง ณ วันที่ 1 เม.ย.69 ราคาเฉลี่ยเท่ากับ 39.3195 บาทต่อลิตร เป็นราคาแนะนำที่โรงกลั่นจะได้รับจริงจากการขายผลิตภัณฑ์น้ำมัน

2.แต่หากคำนวณต้นทุนน้ำมันดิบในการกลั่นน้ำมันจริง ๆ ใช้ราคาตลาดโลกที่ยังไม่รวม War Premium ซึ่งราคาเฉลี่ยเท่ากับ 25.4403 บาทต่อลิตร ประกอบด้วยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในแหล่งที่ไทยใช้เป็นหลัก 3 แหล่ง คือ ดูไบ โอมาน และทาปิส บวกค่าประกันภัย ค่าขนส่ง และคูณ-หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน

3.กรณีสงคราม ซึ่งครั้งนี้มีการอนุญาตให้โรงกลั่นคำนวณต้นทุนเพิ่มเติม โดยเพิ่ม War Premium ของการซื้อและขนส่งน้ำมันดิบในช่วงที่มีสงคราม และกำหนดให้มีรายการค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายดำเนินการ (OPEX) ค่าเสื่อมอุปกรณ์เครื่องจักร ดอกเบี้ย และบวกด้วย “กำไรปกติ” เมื่อรวมรายการเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้วจะมีค่าเท่ากับ 8.4940 บาทต่อลิตร

เมื่อไปรวมกับตัวเลขข้อ 2 คือ 25.4403 บาทต่อลิตร ก็จะออกมาเป็น “ต้นทุนการกลั่นรวมในยามสงครามบวกกับกำไรปกติ” ซึ่งมีค่าเท่ากับ 33.9343 บาทต่อลิตร เป็น “ราคาที่โรงกลั่นควรได้รับตามปกติ”

4.ดังนั้นเมื่อเทียบ “ราคาที่โรงกลั่นได้รับจริง” คือ 39.3195 บาทต่อลิตร กับ “ราคาที่โรงกลั่นควรได้รับตามปกติ” ที่ 33.9343 บาทต่อลิตร จึงมี “รายได้หรือกำไรส่วนเกิน” ที่โรงกลั่นได้รับไปจะเท่ากับ 5.3852 บาทต่อลิตร (39.3195-33.9343 = 5.3852 บาทต่อลิตร)

ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์

“ดร.พรายพล” จึงมีข้อเสนอว่า เพื่อให้โรงกลั่นส่งคืน “รายได้หรือกำไรส่วนเกิน” รัฐควรกำหนดให้ราคาหน้าโรงกลั่นอ้างอิงราคาที่เหมาะสมเท่ากับ 33.9343 บาท หรือ ‘ต้นทุนจริง’ นั่นเอง ราคาขายปลีกก็จะลดลงได้อย่างน้อยลิตรละ 5.3852 บาท ในขณะโรงกลั่นก็ยังมี “กำไรปกติอยู่” ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการใช้ราคา ณ​ 1 เม.ย.69 คำนวนสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สามารถปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงทุกวันได้

แต่เมื่อกรณีที่สงครามสงบลง และราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก และรวดเร็ว อาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้รายได้หรือกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นตามที่คำนวณไว้ในมีค่าเป็นลบ หรือโรงกลั่นอยู่ในฐานะขาดทุนเหมือนที่เกิดในช่วงสงครามรัสเซียยูเครนเมื่อปลายปี 2565 รัฐบาลก็เข้าไปชดเชยให้โรงกลั่น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยไปปรับราคาหน้าโรงกลั่นจริงให้สูงขึ้น

ทั้งนี้ความเสี่ยงจากการปรับวิธีการคำนวณมาอ้างอิงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง แทนการอ้างอิงราคา MOPS คือ โรงกลั่นน้ำมันจะหันไปส่งออกแทนอย่างที่กระทรวงพลังงานกังวลมาตลอดนั้น “ดร.พรายพล” แนะนำว่า ในช่วง ‘สถานการณ์วิกฤติ’ สามารถอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการ เพื่อจำกัดการส่งออกน้ำมันออกนอกประเทศตามมาตรา 3 (1) ของพ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ได้

ดังนั้น ตามแนวทางที่ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน บอกว่า “จะมีการปรับตัวเลขราคา ณ โรงกลั่นกันทุกเดือน” และมี 3 กลุ่ม คือ “กลุ่มสภาผู้บริโภคฯ-มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน-เครือข่าย คปพ.” คอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ข้าง ๆ จึงเชื่อว่า “มหกรรมรีดกำไรจากโรงกลั่น” จะยังดำเนินต่อไปอีกนาน

แต่คาดว่า “รมว.พลังงาน” ก็คงไม่เล่นแต่ “รีดกำไรโรงกลั่น” อย่างเดียว เพราะในเชิงการเมืองต้องรุกคืบ คงอยากจะเปิดละครเรื่องใหม่ด้วย เดี๋ยวก็คงไปดูเรื่อง “ไฟฟ้า” ซึ่งเขาเกริ่นไว้แล้วจากการอภิปรายในรัฐสภาว่า “จะปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 200 หน่วย มีค่าไฟฟ้าต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท”

แต่การจะไป “รื้อโครงสร้างค่าไฟฟ้า” แบบเดียวกับแนวคิด “รื้อค่าการกลั่น” หรือจะไปทำอะไรกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) จนไปกระทบ “นายทุนพลังงาน” น่าจะได้เห็นยาก

อาจทำได้แค่จุดเล็ก ๆ เช่น ส่งเสริมโซลาร์เซลล์โดยทำให้การติดตั้งง่ายขึ้นเท่านั้น!!!

เพราะ “ทุนพลังงาน” อยู่ในโครงสร้างและวางหมากดักไว้แล้ว ไม่ว่าวันข้างหน้าจะออกทาง ‘พลังงานหมุนเวียน’ หรือ ‘ฟอสซิล’ จะมีอะไรน่าสนใจ ก็ตรงการ ‘บาลานซ์’ เกมการเมือง…ของตัว “รมว.พลังงาน” นั่นแหละ

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…”ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)   

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img