จากการเคาะค่าไฟฟ้าตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เม.ย.69 ได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ได้แก่ (1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน
สำหรับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ได้ปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก เคาะให้อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าหรือขั้นบันได

พอมติกพช.ออกมาแล้ว ยังไม่จบไปตามคำโฆษณาของนักการเมือง ฝ่ายประจำต้องทำหลายสิ่งรองรับให้มีผลตามกฎหมาย นั่นคือ 1. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องไปร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าใหม่ให้เสร็จภายในเดือนมิ.ย.69 แต่ละขั้นบันไดจะใช้ไฟเท่าไหร่ และอัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อประกาศเป็นทางการมีผลในบิลค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน ก็ต้องเร่งแล้ว เพราะกกพ.ซึ่งมีภารกิจหลักเคาะค่าไฟฟ้าได้ประกาศปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) รอบใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค.69 ไปแล้วที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่จะปรากฎในบิลของประชาชนจะปรับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย
2.ให้นำเงิน จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft เดือนพ.ค.-ส.ค.69 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งก็ต้องชมคนชงเรื่องที่ไปควานหาเงินมาจนได้ เพราะหากจะให้ช่วยโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับอีกก็คงเละล่ะงานนี้ หรือจะเอาเงินงบประมาณมาลดค่าไฟยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ซี่งเงินก้อนนี้ได้มาจากฝั่งปตท.ที่ป้อนก๊าซฯ จากอ่าวโดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซฯทำให้มีก๊าซฯ ราคาถูกมาผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ Pool Gas ลดลง
สำหรับรายละเอียดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรคำนวณใหม่ ตามแนวทางของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน เขาได้อธิบายไว้ว่า การกำหนดให้ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยจะให้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกใช้เฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน
-บ้านที่ใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกิน 201 – 400 หน่วย ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน อัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยเป็นเรทปกติตามที่กกพ.ประกาศ แต่สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดเรทไม่เกิน 3 บาท
-บ้านที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน ค่าไฟฟ้าจะเพิ่ม 1 บาทต่อหน่วยเป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย แต่กลุ่มนี้ก็จะได้รับอานิสงค์จาก 200 หน่วยแรกมาถัวเฉลี่ย
–บ้านที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 500 หน่วย หรือและเดือนต้องจ่ายค่าไฟมากกว่า 2,000 บาทจะได้รับผลกระทบมากหน่อย จึงเร่งออกมาตรการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) รองรับ โดยให้กกพ.ประกาศรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing โดยรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ ขยายจากโครงการเดิมที่รับซื้อ 90 เมกะวัตต์ซึ่งเต็มโควตาไปนานแล้ว รอบนี้จะกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยกพช.ให้กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้ารองรับให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย.69 สอดรับกันไปกับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะใช้เดือนมิ.ย.เช่นกัน ขณะเดียวกันก็ให้กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับโซลาร์ภาคประชาชน

จริง ๆ แล้วก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขั้นบันได ประเทศไทยมีคอนเซปต์มาแต่เดิมว่าหากบ้านไหนหรือสถานที่ไหนใช้ไฟฟ้ามากก็ต้องจ่ายมากตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate) อยู่แล้ว ค่าไฟกลุ่มผู้ไฟฟ้าบ้านและกิจการธุรกิจก็มีอัตราแตกต่างกันไป แล้วยังมีรูปแบบให้เรทค่าไฟกลางวันกับกลางคืนแตกต่างกัน
สำหรับการแบ่งประเภทอัตราค่าไฟฟ้ามีด้วยกัน 8 กลุ่ม คือ บ้านอยู่อาศัย กิจการขนาดเล็ก กิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ กิจการเฉพาะอย่าง องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตร และไฟฟ้าชั่วคราว ซึ่งในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนเป็นหลัก โดยกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าฟรีภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด
ส่วนอัตราค่าไฟฟ้าที่คิดกันทุกวันนี้มี 3 รูปแบบ คือ 1.อัตราปกติ 2.อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ หรือ TOU (Time of Use Rate) ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าจะต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ แบ่งเป็นช่วง Peak หมายถึงมีคนใช้ไฟฟ้ามากพร้อมๆกัน คือ 9.00-22.00 น.ของวันจันทร์ถึงศุกร์ รวมถึงวันพืชมงคลซึ่งบริษัทห้างร้านโรงงานของเอกชนทำงานตามปกติ ค่าไฟจะสูงหน่อย เพราะมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด
ส่วน Off-Peak ค่าไฟจะต่ำกว่า Peak กำหนดช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 22.00-09.00 น.ของวันจันทร์ถึงศุกร์ และเวลา 0.00-24.00 น.ของวันเสาร์และอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดพิเศษของภาคเอกชน เช่น วันแรงงาน และวันหยุดราชการตามปกติ และวันหยุดตามมติครม.
3.อัตราตามช่วงเวลาของวัน TOD (Time of Day Rate) แบ่งเป็น Peak 18.30-21.30 น. Partial : Peak เวลา 8.00-18.30 น. ของทุกวัน และ Off-Peak เวลา 21.30-08.00 น.ของทุกวัน ซึ่งบ้านไหนหรือกิจการไหนต้องการใช้ไฟฟ้าแบบ TOD หรือ TOU ต้องแจ้งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายก่อน และต้องเปลี่ยนมิเตอร์
ทั้งนี้ การคิดค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดยิ่งใช้มากขึ้นก็ยิ่งต้องจ่ายแพงซึ่งราคาเป็นกลไกที่ดีที่สุดในทำให้คนประหยัดไฟ แม้ในกลุ่มบ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย ก็ยังกำหนดว่าต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งเครื่องวัดไฟฟ้าไม่เกิน 5 แอมป์ 220 โวลท์ 1 เฟส 2 สาย และหากกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือนติดต่อกัน 3 เดือน ในเดือนถัดไปจะจัดเข้าไปอยู่ประเภทใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยทันที และยังมีการคิดแบบก้าวหน้าในกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า 150 หน่วยนั้นด้วย เช่น แบ่งเป็น 15 หน่วยแรก คิดเรทหนึ่ง หน่วยที่ 16-25 ขยับเรทสูงขึ้น เป็นต้น

แนวทางที่รัฐบาลหนู 2 จะลดค่าไฟฟ้าให้กับการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยนั้น ยังต้องเคาะกันอีกว่าเท่าไหร่แน่ และแต่ละขั้นบันไดจะเรทเท่าไหร่ ซึ่ง 3 การไฟฟ้า และกกพ.กำลังทำงานร่วมกัน
ประเด็น คือ รัฐบาลและรมว.พลังงานไม่ส่งสัญญาณการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง แค่ขอความร่วมมือปิดแอร์กี่องศาเลิกใส่สูทกันชั่วแป๊ปเดียว มองว่าบรรยากาศการช่วยค่าไฟฟ้าออกไปในโทนโชว์ผลงานสร้างความเด่นดังให้รมว.พลังงานมากกว่า แล้วก็เน้นไปที่การส่งเสริมให้คนควักเงินหลายหมื่นติดโซลาร์
เห็นว่าจำเป็นต้องอัดมาตรการส่งเสริมการประหยัดเข้ามาด้วยแบบจริงจัง รวมถึงการให้ความรู้ประชาชนว่า การผลิตไฟฟ้าแต่ละหน่วยต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น และช่วยกันชะลอความต้องการไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูงสุด หรือพีค มีผลมหาศาลแค่ไหน หากลดได้ก็ช่วยลดการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า และระบบส่ง ซึ่งอยู่ในโครงสร้างค่าไฟ ดังนั้นเมื่อลดได้การลงทุนได้ ค่าไฟก็ลดได้ในที่สุด
ย้ำให้เกิดการตระหนักว่าที่เราลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า ซื้อไฟฟ้าจากเอกชน มาทั้งหมดก็เพื่อรองรับพีคที่เกิดไม่กี่วันเท่านั้น ที่เหลือบางโรงไฟฟ้าอาจไม่ได้เดินเครื่องด้วยซ้ำไป อย่างโรงไฟฟ้าเอกชนหลายโรงที่เราทำสัญญายาวไว้ 20 หรือ 25 ปีไม่ได้เดินเครื่องในช่วงสิบกว่าปีหลัง แต่ระบบต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP) ฟรี ๆ และทั้งหมดก็ไปโปะรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับ
ทางที่ดีสุดควรให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มตระหนักถึงค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง ๆ ให้เกิดการใช้อย่างระมัดระวัง และให้เข้าถึงทางเลือกในการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปใช้ไฟฟ้าในช่วงค่าไฟฟ้าต่ำมากขึ้น จะเป็น TOU หรือ TOD ตามความเหมาะสม เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยตัวเอง ดีกว่าไปสร้างความเคยชินในการเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยลดค่าไฟร่ำไป
ทั้งนี้ หากเป็นรัฐบาลที่เก่งจริง ต้องรื้อไปถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้ถึงแก่นด้วย เพื่อปรับจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ไล่เรียงตามลำดับ คือ must Take หรือ การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอันเนื่องมาจากข้อกำหนดตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชน must Run หรือการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอันเนื่องมาจากข้อจำกัดของระบบไฟฟ้าหรือเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และสุดท้าย merit Order หรือการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด
เมื่อราคาพลังงานแพงแบบนี้ ลำดับการเดินเครื่องควรปรับปรุง ยึดหลักความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
เพราะการให้ must run และ must take เดินเครื่องก่อนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำตามหลัก merit Order อาจเป็นอีกสาเหตุให้ค่าไฟฟ้าแพงกว่าที่ควรจะเป็น
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…”ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)



















