มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 เห็นชอบให้ แก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ถึงตอนนี้เป็นช่วงรับฟังความคิดเห็น เพื่อเสนอครม.ภายใน 90 วัน นับถอยหลังก็เหลืออีก 4 วัน ครบในวันที่ 18 ต.ค.69 เมื่อดูเผิน ๆ ของการแก้ไขกฏหมายครั้งนี้ เพื่อรองรับให้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเข้ามาเป็นกลไกจ่ายค่าไฟฟ้าสาธารณะ จากเดิมที่ถูกบวกเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ไปอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้า
แต่ดูไปดูมาการแก้ไขพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ไม่ได้มีแค่เรื่องนี้ ข้อมูลในหน้าเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) หากดูลึกเข้ามามีแบบสอบถาม 10 ข้อให้กรอกว่า “เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย” ซึ่งจากคำถามเหล่านั้นชี้ชัดว่าการแก้ไขพ.ร.บ.เป็นการแก้ใหญ่ในสาระสำคัญเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะ โดยดูจากแบบสอบถามข้อ 4 ถึงข้อ 7
ข้อ 4.กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นการชั่วคราว ในกรณีที่ กกพ. มีจำนวนกรรมการปฏิบัติหน้าที่เหลืออยู่น้อยกว่า 4 คน โดยระบุเหตุว่า เพื่อให้การกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ข้อ 5.กำหนดให้ ครม. สามารถมีมติให้ กกพ. พ้นจากตำแหน่ง โดยไม่ระบุสาเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่ง จากเดิมกำหนดให้ ครม. มีมติให้ กกพ. พ้นจากตำแหน่ง เพราะมีความประพฤติเสื่อมเสียบกพร่อง หรือไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
ข้อ 6.กำหนดให้เมื่อ กกพ.พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่มีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึง 4 คน และให้ดำเนินการคัดเลือก และแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามมาตรา 15
ข้อ 7.กรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งและมีกรรมการเหลืออยู่ถึง 4 คน ให้คณะกรรมการประชุมกัน เพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ

เข้าใจได้ว่า สาระสำคัญดังกล่าวเพื่อมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปิดช่องว่างในปัจจุบันที่มีกรรมการทำงานเหลือ 4 คนมา 2 ปีแล้ว จากที่มีทั้งหมด 7 คน ซึ่งความยืดเยื้อนี้คงโทษใครไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับการเมืองล้วน ๆ ที่ไม่ลงตัว แต่สาระของการแก้ไขเจาะลึกกันจริง ๆ กูรูวงการพลังงานเป็นห่วงกันพอสมควร เพราะ เสี่ยงเข้าข่าย Regulatory Capture หรือ “ยึดกุม” องค์กรกำกับดูแล
เพราะตามวัตถุประสงค์ของการกำเนิด พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน 2550 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งร่างเองกับมือและผลักดันโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ขณะนั้น) “ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ที่ตั้งใจแยก “งานกำกับดูแลกิจการพลังงาน” (Regulator) ออกจาก “ฝ่ายทำนโยบาย” (Policy Maker) เพื่อให้ทำหน้าที่โดยอิสระปราศจากยึดกุมโดยฝ่ายการเมือง เพราะเป็นที่ทราบดีว่า การจะทำให้เกิดความมั่นคงในกิจการพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง ต้องอาศัยข้อเท็จจริง ความรอบรู้ ความเชี่ยวชาญ และการมองการณ์ไกลบนผลประโยชน์ประเทศ หากเอาแต่มองสั้น ๆ ประเทศพังได้
ดังนั้นการแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้จึงน่าเป็นห่วง ในส่วนของการกำหนดให้ กพช. ทำหน้าที่ กกพ.เป็นการชั่วคราว กรณีมีกรรมการเหลือไม่ถึง 4 คนเกิดคำถามขึ้นมาใน 2 เรื่อง 1.ขัดหลักการ “แยกหน่วยงาน Regulator เป็นอิสระ” จาก Policy maker หรือไม่ 2.ทำไมผ่านมาสองยุครัฐมนตรีพลังงาน จึงไม่สรรหากรรมการให้ครบ 7 คนได้ กลับปล่อยเวลาผ่านมาเกือน 2 ปี ยืดเยื้อไปจนมาเข้าสู่การแก้กฎหมายการประกอบกิจการพลังงาน 2550 จนได้ เพื่อให้ กพช.ทำหน้าที่แทนไปก่อนระหว่างการสรรหาที่ตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่
ทีนี้พอปล่อยว่างมา 2 ปี ก็อนุมัติอะไรไปหลายเรื่อง โดยกรรมการที่เหลือ 4 คน ซึ่งถูกตั้งคำถามกันมาตลอดว่า จริง ๆ แล้ว ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 กรรมการที่ทำหน้าที่อยู่นั้น ครบวาระดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่ก็ให้ทำหน้าที่ต่อไป เนื่องจากกระบวนการสรรหากรรมการใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เมื่อคณะกรรมการที่ยังอยู่ในวาระเหลือแค่ 3 คน ก็ต้องถือว่า ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ไม่ครบองค์ประชุม บนหลักการก็ไม่ควรมีมติสำคัญใด ๆ ออกมา เพราะจะถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสได้ เพราะงานของ กกพ.เป็นงานอนุมัติ-อนุญาตโรงไฟฟ้ามูลค่าหลายพันล้าน และงานวางกลไกกับดูแลกิจการพลังงานของประเทศที่ต้องรอบคอบ ไม่ควรใช้อำนาจโดยคนไม่กี่คน
แล้วการให้ กพช.เข้ามาทำหน้าที่แทนไปก่อน ระหว่างที่กรรมการหมดวาระกันไปเหลือไม่ถึง 4 คน ก็กลายเป็นว่า งานกำกับดูแลของ กกพ.เป็นเนื้อเดียวกับงานนโยบาย ขัดกับวัตถุประสงค์แรกเริ่มของการตั้งองค์กร ที่ต้องการแยกการกำกับดูแลออกจากการเมือง อนาคตหากการสรรหา กกพ.ถูกประวิงเวลาออกไป ซึ่งกรรมการจะหมดวาระกันเป็นระยะ บ่อยครั้งเข้า ก็เป็นไปได้ที่การกำกับดูแลจะถูกนโยบายทางการเมืองครอบ
เอาเข้าจริงสิ่งที่ควรต้องแก้คือ ทำอย่างไรให้การสรรหาจบโดยเร็ว แล้วก็ให้กรรมการนั้น เลือกประธานกรรมการตามขั้นตอนปกติ แนวทางที่ควรทำ คือ กำหนดกรอบเวลาให้การเลือกกรรมการใหม่ต้องทำให้แล้วเสร้จภายในกี่วัน 60 หรือ 90 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้เกิดการประวิงการสรรหา อย่าลืมว่าการประวิงการสรรหาให้ยืดเยื้อมีความหมายเท่ากับ “ความไม่โปร่งใส” นึกภาพเวลาเราไปติดต่อราชการ แล้วเจ้าหน้าที่ยืดย้วยไม่กระตือรือร้นทำให้เสร็จ คงสงสัยกันทันทีว่า “เขาต้องการน้ำมันหล่อลื่น”

ความน่ากลัวชวนขนลุกจากการแก้ไขพ.ร.บ.ครั้งนี้อีกเรื่อง คือ กำหนดให้ ครม.มีมติให้ กกพ.พ้นจากตำแหน่ง “โดยไม่ระบุสาเหตุได้” เท่ากับไปแก้ให้กฎหมายเปิดทางให้การเมืองปลดกกพ.ได้ทุกเมื่อแบบไม่ต้องแจงเหตุผล ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.เคยให้ กกพ.พ้นจากตำแหน่ง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 18 ก.ค.2557 และครั้งที่ 2 วันที่ 14 ก.ย.2561 เอาเป็นว่าครบสูตรละ “อยากจะตั้งใครก็ตั้ง อยากจะปลดใครก็ปลดได้” ทีนี้แหละคนที่จะมานั่งเป็นกรรมการหลังจากนี้ต้องพอตัว มี back ไม่พอต้องอยู่ให้เป็นด้วย แล้วประชาชนจะฝากความหวังกับท่าน ๆ ได้หรือไม่!!
เป็นอันว่า พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 กลายเป็นแพะ และสร้างความชอบธรรมในการแก้ไข?? ตอนนี้นักวิชาการวงการพลังงานต่างมองกกพ.ด้วยความเป็นห่วง จากการเห็นปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเบียดเข้ามาของฝ่ายการเมือง ยิ่งระยะนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกิจการพลังงานเสียด้วย ทั้งการคลอดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) แผนน้ำมัน แผนก๊าซธรรมชาติ แผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งกกพ.ต้องวางกฎระเบียบ เพื่อกำกับดูแล ซึ่งหากธุรกิจการเมืองแทรกได้ มีอันต้องปรับค่านิยมองค์กรใหม่ เพราะประชาชนจะเกิดข้อสงสัยในความชอบธรรมของการดำเนินงานทุกเรื่อง แล้ว “TRUST” ก็จะสั่นคลอน
สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของการสรรหากกพ. 27 ส.ค.69 เพิ่งประกาศรายชื่อกรรมการสรรหาที่เป็นผู้แทนองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ประกอบด้วย “วิจารย์ สิมาฉายา” จากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ส่วนก่อนหน้านี้ประกาศรายชื่อกรรมการสรรหาในส่วนของผู้แทนอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ได้แก่ “ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเมินแล้วคาดว่า กว่าจะตกลงกันจนได้ กกพ.อีก 4 คนครบโครงสร้าง น่าจะล่วงเข้าไปถึงปลายปี 70…เอวัง
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















