แม้หลายคนจะคาดเดาผลการเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการรับสมัคร ชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” (กทม.) ไว้แล้วด้วยซ้ำว่า ใครจะคว้าตำแหน่งสำคัญไปครอง แต่ “สนามเมืองหลวง” ก็ยังเป็นเวทีที่สนใจของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งอินฟลูเอนเซอร์ และนักการเมืองบางคน ซึ่งมักเสนอนโยบายที่สร้างความหวือหวา และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ เพื่อหวังให้อยู่ในแสงไฟของสื่อสาธารณะ
บุคคลที่เปิดตัวลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนแรกคือ “ติ่ง-ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยระบุว่าเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มาแล้ว 8 เดือน จะลงในนาม “อิสระ” ไม่สังกัดพรรค อยู่ระหว่างจัดตั้งกลุ่มชื่อ “กลุ่มเพื่อนมัลลิกา”
โดย “ดร.มัลลิกา” ย้ำว่า “ปัญหาสำคัญของ กทม. คือการก่อสร้างที่ขาดการจัดการ ทำให้เกิดฝุ่น PM การอนุญาตก่อสร้างที่ไม่เป็นระบบ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และหากไม่เร่งแก้ไข คน กทม.อาจเผชิญปัญหาโรคจากฝุ่นเพิ่มขึ้น”
นอกจากนี้ก็มี “เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” อดีต สส.พรรคไทยศรีวิไลย์ (ทศว.) ก็เปิดตัว “กลุ่มกรุงเทพบินได้” เพื่อเตรียมส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดยเน้นปรับภาพลักษณ์เมือง ให้ล้ำสมัยเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ชูนโยบายสุดแปลกใหม่ อาทิ การผลิตรถยนต์บินได้, การทำให้คลองแสนแสบดื่มได้, และบริการศัลยกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

แต่หลายคนก็มองออกว่า ทั้ง “ดร.มัลลิกา” และ “เต้-มงคลกิตติ์” คงแค่สร้างสีสันในสนามเลือกตั้ง และแค่มีโอกาสในการแจกแจงนโยบายผ่านสื่อ
รวมไปถึง “คมสัน พันธุ์วิชาติกุล” หัวหน้าพรรคพร้อมพัฒนา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันความพร้อมต่อการเสนอตัว ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ มิ.ย.68 ได้เปิดตัวประสงค์ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนาม “อิสระ” เพราะไม่ต้องการให้ใครมาชี้นำ ครอบงำในสิ่งที่ตนไม่ควรทำ มาตักตวงผลประโยชน์ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เคยเป็น ส.ก. ทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ กทม. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำให้เข้าใจระบบการบริหาร ประสานงานกับทุกฝ่าย รวมทั้ง สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ด้วยสโลแกน “ถึงเวลาแล้วที่กทม. ต้องมูฟออน” ซึ่งไม่ใช่วิสัยทัศน์ที่ไร้สาระ หรือสร้างกระแส แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อิงกับความเข้าใจในชีวิตคน กทม.
ส่วน “พีรพล กนกวลัย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงที่รัฐสภาว่า พรรคเศรษฐกิจเตรียมส่งคนลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.ทุกเขต เพื่อทำให้กทม. ดีขึ้นจากปัญหาที่มีในปัจจุบันโดย บุคคลที่พรรคจะส่งลงชิงผู้ว่าฯ กทม.ได้มีการทาบทามไว้แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี มีอักษรย่อ “จ.” ซึ่งบุคคลคนนี้พูดชื่อไปก็จะรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีชื่อเสียง และอยู่ในแวดวงที่ต้องรับผิดชอบประชาชนคน กทม. แต่ไม่ใช่นักการเมือง โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่เกินวันที่ 10 พ.ค.นี้
“ผู้สมัครคนนี้จะสามารถสู้คนอื่นได้อย่างแน่นอน คิดว่าไม่น่าจะแพ้ และไม่ใช่ไม้ประดับอย่างแน่นอน ขอย้ำว่าบุคคลที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ซึ่งคิดว่าไม่แพ้ และจะได้ ส.ก.ได้เกินครึ่งแน่นอน” พีรพล กล่าว
ด้าน “อังสณา เนียมวณิชกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า “บุคคลที่พรรคเศรษฐกิจได้ทาบทามเอาไว้ หากเปิดชื่อมา หลายพรรคอาจจะมีถอยเลยก็ได้”
ทั้งนี้หลายคนคาดหมายว่า “จ.” ที่พรรคเศรษฐกิจแย้มออกมา อาจเป็น “บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อดีตผบ.ตร. ซึ่งเคยมีข่าวว่า จะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มาหลายครั้ง และเคยไปช่วยงานการเมืองพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ช่วง “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค
แม้ชื่อ “บิ๊กแป๊ะ” หลายคนจะคุ้นเคย แต่การลงเลือกตั้งช่วงชิงตำแหน่งสำคัญ คงเป็นเรื่องยากพอสมควร และผ่านช่วงเวลาที่หลายคนจดจำผลงาน ในช่วงทำหน้าที่เป็น “แม่ทัพสีกากี” มาแล้ว แต่ในที่สุด “พล.ต.อ.จักรทิพย์” ก็ออกมาปฏิเสธ ไม่ต้องการเข้ามาเล่นการเมือง
ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งส.ก.-ผู้ว่าฯ กทม., สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.69 และวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69 เวลา 08.00-17.00 น. ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง

สำหรับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน จะหมดวาระในวันที่ 21 พ.ค.69 แม้จะยังไม่ประกาศตัวชัดว่า จะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้บริหาร เมืองหลวงประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ แต่ล่าสุด เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความว่า…
“คนคือเมือง เมืองคือคน กรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของพวกเราทุกคน ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ปัญหาเมืองไม่ได้แก้โดย กทม.เท่านั้น แต่มาจากความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน ทั้งประชาชน เอกชน นักวิชาการ อาสาสมัคร การเตรียมตัวสำหรับอนาคต เราได้ทำเครือข่ายที่ชื่อว่า “Work Work Work กรุงเทพฯ ทำงาน” เพื่อให้เป็นที่รวมของคนที่อยากทำ “งานเมือง” อยากเห็นกรุงเทพที่ดีขึ้น มาร่วมกันออกความคิด ออกแบบนโยบาย รวมถึงร่วมกันลงมือทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พวกเราทุกคนสามารถร่วมกันช่วยคิดนโยบายใน 41 หรือ อาจจะช่วยกันสะท้อนปัญหาในพื้นที่ หรือ มาร่วมฟังเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนความเห็นกันก็ได้
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้ทำกิจกรรม และวงพูดคุยไปแล้วกว่า 10 กลุ่ม ในหลากหลายด้าน จึงอยากชวนพวกเราทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนเมืองนี้ร่วมกันผ่านเครือข่าย Work Work เวิร์ก ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการแอดไลน์ @workworkwork เพื่อติดตามข่าวสารกิจกรรม ร่วมเสนอนโยบายที่อยากเห็นให้เกิดขึ้นจริงผ่านทางออนไลน์ หรือมาร่วมกิจกรรมในอนาคตครับ มาร่วมงานกันด้วยความสนุก ความหวัง ความคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้เมืองของเราดีขึ้นครับ”
เท่ากับยืนยันว่า “ชัชชาติ” ตัดสินใจลงสมัครชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” อีกสมัยแน่นอน
เพราะเจ้าตัวคงมั่นใจผลงานที่ผ่านมา และอาจหวังสร้างผลงาน เพื่อหวังเป็นก้าวกระโดดไปสู่ “ตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญกว่า”
ยิ่งถ้าประสบความสำเร็จในการบริหารงาน ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. สองสมัยติดต่อกัน จะเป็นก้าวกระโดดไปสู่ตำแหน่งสำคัญ และถือเป็นการเปิดตัวก่อน พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งในทางการเมืองมีความหมายพอสมควร

ที่น่าสนใจก่อนหน้านั้นมีข่าว “พรรค ปชน.” มีความพยายามส่งสัญญาณ ติดต่อ “ชัชชาติ” ให้ลงสมัครในนามพรรคส้ม โดยมีการทาบทามมานานแล้ว ซึ่งมีความเข้มข้นขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยผ่าน “คนนอกพรรค” ที่ใกล้ชิดกับ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” นอกจากนี้ยังมีความพยายามทาบทามให้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่เป็นโปรเฟสชั่นแนลคนหนึ่ง ไปดีลช่วงหลังเลือกตั้งใหญ่ใหม่ ๆ
“จริง ๆ แล้ว มีความพยายามในการดีล มีมาตลอดในช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปีมานี้ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้มีการมอบหมายชัดเจน เป็นทางการถึงภารกิจนี้ และนอกจากคนของพรรคแล้ว ยังมีคนที่ไม่ใช่คนของพรรคอย่างชัดเจน ก็มาร่วมทาบทามด้วย โดยมีความพยายามติดต่อไปหานายชัชชาติผ่านหลายช่องทาง มีการคุยกับบุคคลที่เชื่อมต่อกับทางพรรคได้ แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ” แหล่งข่าวจากพรรค ปชน. ระบุ
แต่ แกนนำพรรค ปชน.คงลืมไปว่า การเข้ามาทำงานการเมืองครั้งแรกของ “ชัชชาติ” ได้ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยได้รับตำแหน่ง “รมว.คมนาคม” ในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นอกจากนี้ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท. ในการเลือกตั้งเมื่อปี 61
และช่วงที่ “ชัชชาติ” ลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.สมัยแรก ซึ่งลงสมัครแบบอิสระ ไม่สังกัดพรรค พรรค พท.ก็ไม่ส่งคนลงสมัคร อีกทั้ง “ทีมงานชัชชาติ” หลายคนก็เคยร่วมงานกับพรรค พท. สะท้อนให้เห็นว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จึงไม่แปลกเมื่อมีพรรคการเมืองอื่นมาทาบทามให้ลงสมัครในนามพรรคการเมือง “ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน” จึงออกมาปฏิเสธ
เพราะมีความเป็นได้ที่ หาก “ชัชชาติ” ตัดสินใจลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง แล้วประสบความสำเร็จ ได้เป็น “ผู้ว่าฯ กทม.สองสมัย” ติดต่อกัน จากนั้นอาจตัดสินใจลงเลือกตั้งใน “สนามใหญ่” เพราะมีผลงานในการบริหารงาน “เมืองหลวงของประเทศ” ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญ โดยลงสมัครในนาม “พท.” และเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
เนื่องจาก “ชัชชาติ” มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” ผู้มากบารมีของพรรค พท. แม้พรรคการเมืองสีแดง จะมี “ยศชนัน วงศ์สวัสด์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ประสบการณ์ทางการเมือง และผลงาน อาจยังไม่มีความชัดเจน
อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยังต้องเจอคู่แข่งสำคัญทั้งจาก “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) และ “พรรค ปชน.” นอกจากนี้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ พรรค พท.ได้สส.ต่ำร้อย จึงต้องใช้เวลาพอสมควร ในการกอบกู้ความนิยมของพรรค ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต
ส่วนพรรคที่เปิดตัวคึกคักมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “พรรค ปชน.” ในฐานะซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เมือง กวาด สส.ไปได้ครบทุกเขต 33 คน จากการเลือกตั้งครั้งที่ผานมา โดยการเลือกตั้งส.ก.เมื่อปี 65 ส่งสมัครในนามพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ก่อนจะมาเป็นพรรค ปชน.ได้ส.ก.ไปจำนวน 14 ที่นั่ง ซึ่งมีการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่มิวเซียมสยาม กทม.
โดยก่อนหน้านั้น “ผู้บริหารพรรค ปชน.” ได้ทาบทามหลายบุคคล ให้มาเป็นผู้สมัครในนามพรรค ปชน. อาทิ “เพียงพนอ บุญกล่ำ” ทนายความ และทีมบริหารประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ “รวิศ หาญอุตสาหะ” ผู้บริหารแบรนด์เครื่องสำอางศรีจันทร์
รวมถึงการทาบทาม “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ-รองหัวหน้าพรรค ปชน. และอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรค ก.ก. แต่ในที่สุดก็มาลงตัวที่ขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรค “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18 และอดีตรองหัวหน้าพรรค ปชน. ฝ่ายต่างประเทศ

ที่ผ่านมา “ดร.โจ” เป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรค ก.ก. รวมถึงมีความเชี่ยวชาญระดับ นักยุทธศาสตร์ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีการเงิน ตำแหน่งสุดท้ายคือรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเลือกตั้งปี 66 ถูกพรรค ก.ก.วางตัวอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 15 และในปี 69 อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 18 ถือว่าเป็นลำดับที่ค่อนข้างสูงและเป็น “เซฟโซน” ที่จะได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอน สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจของ “กลุ่มเพื่อนเอก” ต่อตัว “ดร.โจ”
โดย “พรรค ปชน.” เปิดแคมเปญ Out of Home (OOH) ขนาดใหญ่ โดยการขึ้นบิลบอร์ดกว่า 100 จุดทั่ว กทม. ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ย่านธุรกิจ เส้นทางหลัก ไปจนถึงพื้นที่ที่ประชาชนออกมาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมในแต่ละวัน โดยข้อความที่ปรากฏบนบิลบอร์ด สะท้อน “ความยาก” ในชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในมิติที่แตกต่างกัน เช่น
-อยู่กรุงเทพฯ พาแม่ไปหาหมอ ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ กลับบ้านตอนเย็น ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ เก็บเงิน ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ ค้าขาย ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ เดินคนเดียวกลางคืน ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ หายใจ ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ เลี้ยงลูก ยากมั้ย?
-อยู่กรุงเทพฯ อยากสุขภาพดี ยากมั้ย?
โดยระบุว่า แคมเปญนี้ต้องการเชิญชวนให้คน กทม. หยุดและคิดถึงความยากในชีวิตประจำวัน ที่หลายคนอาจคุ้นชินจนไม่ทันตั้งคำถาม
พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อความ “กรุงเทพง่าย ๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน” เพื่อเชิญชวนให้จินตนาการถึง กทม. ที่ง่ายกว่านี้สำหรับประชาชน หากมีผู้ว่าฯ กทม.และ ทีม ส.ก.จากพรรค ปชน.เข้าไปขับเคลื่อนงานร่วมกัน
ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นเคยเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม. ทั้งสนามเลือกตั้งใหญ่และเล็กมาก่อน แต่ระยะหลังยังไม่สามารถฟื้นความนิยมได้ แม้จะมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง

โดย “สกลธี ภัททิยกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ดูแลพื้นที่กทม. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการคัดเลือกบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.ว่า “พรรค ปชป.ได้ตัวบุคคล ที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้ว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นใคร หรืออยู่แวดวงไหน เพราะยังมีกระบวนการที่ต้องไปดำเนินการอีกเล็กน้อย บอกได้แค่ว่าเป็น “ผู้ชาย” โดยเราจะเปิดตัวประมาณกลางเดือน พ.ค.นี้”
“สกลธี” กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ก. ครบ 50 เขตแล้ว โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะอนุมัติผู้สมัคร ส.ก.ที่เหลือ และจะมีการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้สมัคร ส.ก.ทั้ง 50 เขต ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่พรรค ปชป. ทั้งนี้ พรรคจะเปิดตัวผู้สมัครส.ก.และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงกลางเดือนพ.ค.เพราะมีเรื่องนโยบายและอีกหลายอย่างที่เราอยากให้พร้อมก่อน
ส่วน พรรค พท. และ พรรค ภท. มีความชัดเจนแล้วว่า ไม่ส่งคนลงสมัครทั้งผู้ว่าฯกทม. และส.ก.
นั่นหมาย จะมีเพียง “2 พรรคใหญ่” คือพรรค ปชน. และ พรรค ปชป. ที่ส่งคนจะช่วงชิงตำแหน่งสำคัญในพื้นที่เมืองหลวง ซึ่งถือว่า มีความสำคัญ เพราะช่วยสร้างความคะแนนนิยมในพื้นที่ได้ ยิ่งพรรค ปชน. มีสส.อยู่ในพื้นที่ 33 คน อีกทั้งตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ยังอยู่ในสปอตไลท์ของสื่อตลอดเวลา และถ้าประสบความสำเร็จ ยังสามารถใช้เป็นส่วนเพิ่มความนิยม ให้ตัวเองและพรรคต้นสังกัด
แต่นาทีนี้ด้วยผลงานของ “ชัชชาติ สิทธิพันธ์” ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ยังน่าจะเกื้อหนุนให้ “รักษาแชมป์” ไว้ได้ ยิ่งสัญญาณที่บรรดา ส.ก.มาหวังเกาะเกี่ยวความสำเร็จ ขอร่วมสนับสนุน “ผู้ว่าฯ กทม.” ที่เคยได้รับการยกย่องว่า แข็งแกร่งสุดในปฐพี ให้กลับมาดูแลเมืองหลวงของประเทศไทยอีกครั้ง
จึงน่าจะเป็นคำตอบให้สังคมได้รับรู้ “ใครเป็นตัวจริง” ในการสู้ศึกเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯ กทม.” ครั้งนี้
……………………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















