กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำรัฐบาล มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กำหนดเรื่องการแก้ไข รธน.2560 ไว้ในนโยบายรัฐบาล ทั้งที่ในการทำประชามติ ให้ความเห็นการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ วันเดียวกับที่มีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ซึ่งมีประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้แก้ไข รธน.
นอกจากนี้ในการผลักดันกฎหมาย ที่ค้างอยู่จากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว รัฐบาลก็ไม่ยืนยัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีเสียงเรียกร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ จากฝ่ายที่ต้องการให้แก้ไข รธน. โดยเฉพาะ พรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำฝ่ายค้าน ที่พยายามผลักดันให้แก้ไข รธน. ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ถึงขั้นยอมยกมือให้พรรค ภท. เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยหนึ่งในเงื่อนไขคือ การผลักดันการแก้ไข รธน. แต่ในที่สุดดีลก็ล้มเหลว เพราะทั้งพรรค ปชน.และพรรค ภท. มีจุดยืนที่แตกต่างกัน ในเรื่องการให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีส่วนให้ความเห็นชอบ ในการแก้ไข รธน.ในวาระที่ 3
จนในที่สุดพรรค ภท. ตัดสินใจยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไข รธน. ยังไม่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 3 จนต้องมาเดินหน้าต่อในรัฐสภาชุดปัจจุบัน เพียงแต่ว่า บริบททางการเมืองครั้งนี้ พรรค ภท.จะเป็นผู้คุมเกมการแก้ไข รธน.ในรัฐสภา เนื่องจากมี สส. 192 เสียง มี สว.เป็นพันธมิตรอีกประมาณ 140 เสียง รวมแล้วก็เกือบเกินหนึ่ง 330 เสียง
ด้าน “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.สำนักนายกฯ เปิดเผยถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่าง รธน.ว่า “มีการหารือกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และทีมฝ่ายกฎหมายเห็นว่า แม้เป็นอำนาจของ ครม.ในการยืนยัน แต่เมื่อมีสภาฯชุดใหม่ จึงเห็นว่า ควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้เสนอร่างเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้ง การยุบสภาฯครั้งที่ผ่านมา เหตุเกิดจากความเห็นไม่ตรงกันในร่าง รธน. หากมีการยืนยันร่างเดิมกลับไป คาดการณ์ได้ว่า จะทำให้ร่าง รธน.ตกไป และรัฐสภาจะไม่สามารถผ่านร่าง รธน.ฉบับนั้นได้ อีกทั้งจะทำให้ไม่สามารถเสนอร่างในทำนองเดียวกันได้ในสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะทำให้การแก้ รธน.ล่าช้าออกไป 1 สมัยประชุม ดังนั้นจึงเห็นว่า เมื่อมีการทำประชามติ และประชาชนเห็นด้วยอย่างท่วมท้น ให้มีการแก้ รธน.ฉบับใหม่ ก็เป็นอำนาจโดยชอบ ที่รัฐสภาจะดำเนินการต่อไป”
ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ กล่าวว่า “การแก้ไข รธน.เป็นเรื่องของสภา รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับการดำเนินการของสภาฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.เคยพูดแล้วว่า ไม่แตะในบางมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอธิปไตยของไทย ที่เหลือก็ว่ากันได้”
จับท่าที “หัวหน้ารัฐบาล” หมายความว่า เรื่องการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ คือผลักดันให้เป็นเรื่องของสภาฯ ซึ่งหมายความจากนี้ไป หากเกิดอะไรขึ้น กับร่างแก้ไข รธน. รัฐบาลจะไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น
อีกทั้งการเสนอแก้ไข รธน. พรรค ภท.ก็จะยื่นเสนอแก้ไขในนามพรรค ไม่เสนอในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการแก้ไขมีเพียง 2 พรรคการเมืองเท่านั้นที่ทำได้ เพราะการเสนอแก้ไข รธน. ต้องใช้เสียง 1 ใน 5 ของสภาฯ ซึ่ง 2 พรรคที่ได้สส.เกิน 100 เสียงคือ พรรค ภท. และพรรค ปชน. หรือถ้าพรรคไหนอยากเสนอแก้ไข ต้องมีการไปรวบรวมเสียงสส.ให้ได้ 100 คน
ทั้งนี้ “พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรค ปชน. ให้ความเห็นกรณีพรรค ภท.และพรรค พท. เตรียมผลักดันร่างแก้ไข รธน.ว่า เป็นเรื่องที่ดี และเคารพเสียงของประชาชน แม้ไม่ได้ดึงร่างเก่ากลับมา แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นชัด คือร่างของ ครม. เพราะยื่นกลับมา ในฐานะร่างพรรค ภท.ซึ่งไม่ได้แสดงเจตจำนงของรัฐบาล
“สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐบาลเอาจริง กับการผลักดันแก้ไข รธน. เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ฉะนั้น จึงควรมีร่างของ ครม. ที่เป็นรูปธรรม นี่เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น และค่อนข้างผิดหวัง กับท่าทีตลอดระยะที่ผ่านมาของพรรค ภท. ที่ดูไม่ยี่หระกับ 21.6 ล้านเสียง แต่ทั้งนี้เมื่อมีท่าทีว่า จะมีร่างของพรรค ภท.และพรรค พท.ที่เตรียมจะเสนอร่างแก้ไข รธน.เข้าสู่สภาฯ พรรค ปชน.มีการสื่อสารต่อไปผ่าน ครม.เงา และเราจะมีการเสนอร่างแก้ไข รธน.เข้าไปอีกครั้ง” พนิดา กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วง หรือกังวลประเด็นแก้รธน.อย่างไรบ้าง “พนิดา” กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ก่อนที่จะไปถึงมือพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ และเราต้องสร้างจุดร่วมเดียวกัน ของทุกพรรคว่า เราจะต้องมาหาฉันทามติร่วมกันว่า เราจะยังคงให้ สว.มีเสียง 1 ใน 3 ในการที่จะผ่าน รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ ในเมื่อประชาชน 21.6 ล้านเสียง เขาชัดเจนแล้วว่า จะเอา รธน.ฉบับใหม่
“แปลว่าอำนาจที่จะผ่าน รธน.อยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่คอขวดอย่าง 1 ใน 3 ของ สว.ที่จะมาปิดโอกาสที่ รธน.ฉบับใหม่จะผ่านได้ นี่เป็นสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วง และมองว่าเราควรมาหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขรธน.ในมาตรา 256 ไม่สูญเปล่า” พนิดา กล่าวย้ำ
การสื่อสารของ สส.พรรค ปชน. มีความชัดเจน หมายความถึง “การตัดอำนาจ สว.” ไม่ให้มีส่วนร่วมในการพิจารณา การแก้ไข รธน. ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงกับร่างการแก้ไข รธน. ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะ ภท.คงไม่เห็นด้วย และถ้าหากไม่ยึดหลักประนีประนอม การผลักดันเรื่องสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ คงไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ
นอกจากนี้ระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการพิจารณาเรื่องเร่งด่วน การให้ความเห็นชอบพิจารณาร่างพ.ร.บ. ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของ รธน. มีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาฯ และวุฒิสภา ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร้องขอต่อสภาฯ จำนวน 34 ฉบับ
โดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ที่รัฐบาลไม่เลือกยืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ว่า “ฟังเหตุผลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และแกนนำพรรค ภท. แล้วฟังไม่ขึ้น ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกฯ บอกว่า จะขยับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ซึ่งต้องจับตาว่า จะมีเนื้อหาที่กินรวบหรือไม่ อย่างไรก็ดีมองว่า รัฐบาลไม่จริงใจต่อการแก้ รธน. เพราะนายกฯ, รัฐบาล, เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ประโยชน์จาก รธน. ที่ทำให้เกิดระบอบตั๋วสีน้ำเงิน และเป็นปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน สว.ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้มีการฮั้ว สว. ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต่อให้นายกฯ มีคดี ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี ป.ป.ช.ปกป้อง หากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย พร้อมทำตามคำสั่งประชาชน แล้วรัฐบาลฟังคำสั่งใคร”
ด้าน “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวชี้แจงว่า “พรรค ภท.มีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้ รธน.โดยเปิดช่องให้มีสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) และได้หารือกับนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าวันที่ 19 พ.ค. จะประชุมพรรค ภท. ส่วนตัวร่างฯ ได้ยกร่างเสร็จแล้ว หากไม่มีเหตุขัดข้องจะมีมติ และเสนอร่างโดย สส.ทั้ง 190 คนและนำเสนอเสนอร่างแก้ไข รธน.ต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง”
จากนี้ไปร่างการแก้ไข รธน.ของพรรค ภท. คงถูกจับตา ทั้ง “ที่มาของ ส.ส.ร.” จะมีขั้นตอนในการคัดเลือกอย่างไร ถ้าให้ยึดตามเสียงข้างมากของรัฐสภา หนีไม่พ้น “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่คุมเสียงข้างมาก ทั้งการ “ให้อำนาจกับ สว.” ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไข รธน. เนื่องจากมีความใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังมีชื่อตกเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ใน “คดีฮั้ว สว.” เหมือนกัน ทั้ง สว. 138 คนและแกนนำพรรค ภท.
ต้องยอมรับ พรรคแกนนำรัฐบาล และ สว.เสียงข้างมาก ก็ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จาก รธน.60 ทั้งรูปแบบการสรรหา สว. และ การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานใน “องค์กรอิสระ” ซี่งสว. ชุดปัจจุบันก็สรรหาไปแล้วหลายองค์กร ดังนั้น อาจไม่อยากแก้ไข รธน. หรืออาจยื้อกระบวนการแก้ไข…ให้นานที่สุด
ส่วน “พรรคร่วมรัฐบาล” จะหนุนร่างของพรรคแกนนำรัฐบาลหรือไม่ ซึ่ง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” มีเสียงข้างมากในรัฐสภา สามารถกำหนดเนื้อหาได้ตามต้องการ และจะเกิดปรากฏการณ์กินรวบหรือไม่ โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีเสียงเป็นอันดับ 2 “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รองหัวหน้าพรรค พท. ให้ความเห็นสัมภาษณ์ถึงแนวทางพรรค พท. เกี่ยวกับการแก้ไข รธน.ว่า “เตรียมพูดคุยในคณะทำงานพรรคที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ใน 2 ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไข รธน. จะใช้ร่างแบบเดิมที่ให้แต่ละจังหวัด เลือกสมาชิกส.ส.ร.มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบ หรือไม่”
“วิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาล รธน. และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น ส.ส.ร. หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อีกประเด็นคือเรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่น ให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไข รธน.ต้องได้เสียงสมาชิกถึง 1 ใน 5 หลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวม ต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไข รธน. ไม่ควรคิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ดังนั้นใครคิดว่า ร่างแก้ไข รธน.ของพรรค พท. หลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมืองจะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อน ถึงจะมีผลสรุปออกมาว่า พรรคฯ จะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหาร เข้าใจว่าจะให้เดินหน้าต่อ” ชูศักดิ์ กล่าวย้ำ
ด้านท่าที “นักวิชาการ” ที่มีความใกล้ชิดกับ “พรรคส้ม” เริ่มออกมาเรียกร้องให้ใช้ รธน. 40 มาเป็นต้นแบบ ในการร่าง รธน. โดย “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” นักวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ให้ความเห็นว่า “ในปี 2570 จะครบ 35 ปี พฤษภาคม ดังนั้นต้องเดินหน้าให้มีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้มีผลประชามติของประชาชน 65% เห็นชอบให้มีการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่แล้ว ส่วนใครจะร่างเนื้อหาอย่างไร ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ต้องคุยกัน ผมมองว่า ควรนำ รธน.2540 ที่ทหารฉีกในปี 2549 กลับมาเป็นต้นร่าง และแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา เพื่อจัดการ หรือ ล้ม รธน.2560 เพราะการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมของ รธน. ที่พรรคการเมืองจะทำนั้น เนื้อหาอาจจะแย่กว่าเดิม ทั้งนี้ผมทราบว่า รธน.2540 มีจุดอ่อนให้แก้ไข ทั้งนี้กุญแจดอกแรก คือประชามติ เมื่อ 8 ก.พ. เปิดแล้ว หากเราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เมื่อ 2549 และ ปี 2557 สามารถใช้การปฏิเสธอย่างรุนแรงด้วยการนำรธน.2540 กลับคืนมา”
แต่ถ้าย้อนไปในอดีต “ช่องโหว่ของ รธน.2540” คือ กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าไปทำงานใน “องค์กรอิสระ” เพราะเปิดช่องให้บรรดาพรรคการเมือง เข้ามามีส่วนในการสรรหา จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลในช่วงนั้น ใช้วิธีการ “บล็อกโหวตสรรหาบุคคลที่เข้าไปทำงานในองค์กรอิสระ” จนทำกระบวนการตรวจสอบนักการเมืองมีปัญหา โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ
นับจากนี้ต่อไป กระบวนการร่าง รธน. คงถูกจับตามองจากทุกฝ่าย เพราะเป็นกฎกติกาในการปกครองประเทศ มีผลสำคัญกับความได้เปรียบ-เสียเปรียบในทางการเมือง โดยเฉพาะที่ไปที่มาของ “องค์กรอิสระ” และ “สว.”
นอกจากนี้ยังถูกจับตามองจาก “ผู้มากบารมี” และ “มือที่มองไม่เห็น”
อย่าลืมว่า บ้านเรามักถูกมองว่า “มีอำนาจแฝงเร้น” คอยเฝ้ามองอยู่ อะไรที่คิดว่าเป็นเรื่องยาก ก็สามารถกลายเป็นเรื่องง่ายได้ แต่บางทีเรื่องที่คิดว่าง่าย ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยาก ๆ ได้เช่นกัน
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย “แมวสีขาว”



















