น่าจะเป็นบทเฉลยว่า ทำไม “พรรคประชาชน” (ปชน.) ถึงนำภาพ “9 องคมนตรี” ที่เข้าร่วมประชุมกับ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 อาคาร 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 ที่ผ่านมา
พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของพรรคว่า “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ทั้ง ๆ ที่ถือเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” อย่าลืมว่า “องคมนตรี” ถือเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
อีกทั้ง 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งวันนี้เป็น 10 สส.พรรค ปชน. ก็ยังติดบ่วง จากคดีลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งศาลฎีกาฯ ประทับรับฟ้องแล้ว เพียงแต่ไม่ได้สั่งให้ 10 สส.พรรค ปชน.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่ห้ามกระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ในลักษณะเดียวกับการกระทำ ที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
พรรค ปชน. ให้ความเห็นการที่ “องคมนตรี” เข้าร่วมประชุม “บกปภ.ช” ซึ่งมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะ “มท.1” เข้าร่วมประชุมด้วย…ว่า “มองเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้าคลุกวงใน กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร”

และที่สำคัญที่สุดคือ หลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย “รัฐบาล” คือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหาร และต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจาก “องคมนตรี” ที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ หากคำแนะนำเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?
“รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสน ว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรค ปชน. ยังนัดสื่อมวลชน แถลงประเด็นดังกล่าวในวันต่อมา เหมือนต้องการ “ส่งสัญญาณชัด” ว่า มีเป้าหมายอย่างไร โดยระบุว่า “เราต้องการคงหลักการที่ถูกต้อง ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ควรนำตัวแทนหรือสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใด ๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์…ผมก็ไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้องซึ่งเคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป ผมอยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกฯ ที่ดีกว่านี้ บุคคลที่เป็นนายกฯ นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ เช่นเดียวกันเมื่อดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง”

นั่นหมายความว่า “ผู้นำพรรคส้ม” เดินหน้าท้าชนเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ผ่านมา…ไม่เคยมีใครออกมาตั้งข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์ “บทบาทองคมนตรี” อีกทั้งการประชุม บกปภ.ช. ทำมาต่อเนื่องมานับ 10 ปี “องคมนตรี” ก็เข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาของฝ่ายบริหาร และมีข้อเสนอข้อเสนอแนะในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มองมุมไหนก็ถือว่า เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ในแง่ความรับผิดชอบ ก็เป็นของฝ่ายบริหาร เพราะนอกจากจะมีแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การได้รับข้อมูลจากฝ่ายต่าง ๆ ก็ถือว่า “มีประโยชน์” เพียงแต่จะมีความพิเศษอยู่ที่ว่า ในวันดังกล่าว มีองคมนตรีมาร่วมประชุมถึง 9 คน ซึ่งหลังจากที่พรรค ปชน. รวมทั้ง หัวหน้าพรรค ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ ก็มีเสียงวิจารณ์สะท้อนออกมาในทางลบ มากกว่าบวก
ด้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ออกมาตอบโต้กรณีพรรค ปชน. ที่กล่าวหา “บทบาทองคมนตรี” ที่ร่วมประชุมกับ บกปภ.ช.ว่าไม่เหมาะสม และให้นายกฯ ทบทวนเรื่องนี้ว่า “เป็นสิ่งที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เป็นการประชุมอะไร เป็นการนำเสนอผลการดำเนินงานทั้งหลาย เชื่อว่า คณะองคมนตรีแต่ละท่าน ต้องไปรับผิดชอบดูแลประชาชนในส่วนของแต่ละภูมิภาค ท่านก็มาขอ และมารับทราบข้อมูล หลายท่านก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในแวดวงราชการมาก่อน ท่านก็เห็น และถือเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ดีด้วย ที่ได้นำเสนอและรับฟังความเห็นของผู้ที่มีประสบการณ์อย่างล้นเหลือ”
เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ “อนุทิน” กล่าวว่า “ไม่เคย มีแต่คนพูดเท่านั้นมั้ง พยายามอยู่เรื่อย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่า การบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ”
ขณะที่ “ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร” อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ความเห็นว่า “ภาพการประชุมระหว่างฝ่ายองคมนตรีและฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เท่าที่สืบข้อมูลของไทยเรา ก็เห็นว่า ทำกันมาหลายปีแล้ว เป็นเรื่องที่องคมนตรีมารับฟัง เรื่องเกี่ยวกับการป้องกันภัยของทางหน่วยราชการ พอเห็นภาพที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โพสต์ รวมถึงที่พรรค ปชน.มีการโพสต์ในเรื่องนี้ ได้สอบถามกับทางข้าราชการผู้ใหญ่ที่อยู่ในภาพ เขาบอกว่า ไม่ใช่เป็นการพบกันกับทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นฝ่ายการเมือง แต่เป็นการพบกับหน่วยงาน ที่ดูเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ลักษณะแบบนี้ ซึ่งก็ทำมานานแล้ว โดยทางองคมนตรีมารับฟัง เพราะหน่วยงานราชการจะต้องดูแลประชาชน ส่วนของโครงการพระราชดำริฯ ก็จะมีอีกส่วนหนึ่ง ก็จะประสานงานกัน ที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ”
“เท่าที่ได้รับฟังมาก็คือ ทางฝ่ายองคมนตรีก็มารับฟัง ไม่ได้เป็นเรื่องการมาสังเกตการณ์ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่หน่วยงานราชการก็มีเยอะ และเป็นกลไกของระบบราชการของรัฐบาล ที่ไม่ใช่เป็นการมากำหนดนโยบาย ไม่ได้เป็นการมากำกับ ก็เห็นว่า ทำกันมาพอสมควร และหากย้อนไปสมัยรัชกาลที่ 9 พวกเราคงจำกันได้ ที่จะมีงานพิธีอยู่งานหนึ่ง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งมาขึ้นเวที แล้วก็พูดถึงเรื่องน้ำท่วมอะไรต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์ ท่านได้ทรงห่วงใย” ศ.ดร.ไชยันต์ อธิบาย
แต่ถัดจากนั้นอีกเพียงไม่กี่วัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี” มีรายละเอียดว่า…เมื่อสัปดาห์ก่อนในประเทศไทย ได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี กันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่าง นายกฯ และผู้นำฝ่ายค้านฯ ช่วงตอนปี 2565 ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตรา เอาไว้

สำหรับ ข้อเสนอที่เสนอให้ยกเลิกองคมนตรีของ “ปิยบุตร” มี 2 ข้อที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ในข้อ 4. เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รธน.ไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับ รธน.สามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย
ข้อ 5. ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้ ครม.รับหน้าที่ดังกล่าว เพราะ ครม.มีอำนาจหน้าที่ ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกฯ มาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชน และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับครม. ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับ ครม.ได้
เชื่อได้ว่าข้อเสนอของ “ปิยบุตร” ไม่มีใครนำไปผลักดันต่อแน่ ยกเว้น “พรรค ปชน.” ที่มีความใกล้ชิดกัน
แต่ไม่รู้เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ ข้อเสนอของนักวิชาการคนดัง ซึ่งอยู่ในเครือข่ายกลุ่มนิติราษฎร์ เกิดขึ้นในช่วงจะมีการร่าง รธน.ฉบับใหม่ หากมี “พรรคไหน” รับลูก ต้องการเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี นั่นหมายถึง…ความต้องการเปิดทางให้แก้ไข รธน.หมวด 1 และ 2 ซึ่งหลายพรรคประกาศชัดว่า จะไม่เสนอให้แก้ไขหมวดดังกล่าว
จากนี้ไปคงต้องจับตามองร่างแก้ไข รธน.ของ “พรรคส้ม-พรรค ปชน.” จะเปิดกว้างในการแก้ไขหมวดที่เกี่ยวข้องกับ “สถาบัน” หรือไม่ หลังต้องเผชิญวิบากกรรม จากการลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จนถูกยุบพรรค กลายเป็นคดีความยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้
มาวันนี้ เลยคิดหา “ช่องทางใหม่” หวังผลักดันการแก้ไข รธน. เพื่อนำไปสู่ “ประเด็นสำคัญ” ที่เกี่ยวโยงกับ “สถาบัน” แม้จะไม่มีพรรคไหนเข้ามาสนับสนุน แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อม จนนำมาสู่การโต้เถียงในสังคม และกลายเป็นชนักติดหลัง “เครือข่ายพรรคส้ม” จนไม่รู้ว่า…จะสลัดหลุดได้เมื่อไหร่???
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย “แมวสีขาว”



















