ถือเป็นวิบากกรรมของบุคคลที่เข้ามาทำงาน ในองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ…อีกครั้ง หลัง คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมี “เกียรติพงศ์ อมาตยกุล” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานภาค 7 เป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาชี้ขาดคุณสมบัติของ “ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” หรือ “หมอไห่” ประธาน กสทช. หลังมีเรื่องร้องเรียนว่า อาจมีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว จัดเป็นการประชุมลับ ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชน หรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปบันทึกภาพและรับฟังการประชุม ขณะเดียวกัน ยังมีตำรวจรัฐสภาหลายนาย เข้าดูแลความเรียบร้อย บริเวณหน้าห้องประชุมอย่างใกล้ชิด
ภายหลังการพิจารณา “คณะกรรมการสรรหาฯ” มีมติเป็นเอกฉันท์ 4:0 เสียง ว่า “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ.2564 ส่งผลให้การดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ของ “นพ.สรณ” สิ้นสุดลงตามผลการวินิจฉัยดังกล่าว

ทั้งนี้ “วิษณุ วรัญญู” ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา กสทช. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ว่า “การกระทำที่ผ่านมาของ นพ.สรณ เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะหยิบยกแต่ละเรื่องไปพิจารณาว่า จะมีผลอย่างไร ส่วนจะต้องให้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่นั้น ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา รับเรื่องมาจากช่องทางไหน ก็ส่งกลับไปช่องทางนั้น”
ต้องยอมรับว่า “กทสช.” เป็นองค์กรที่ถูกจับตามอง เพราะต้องรับผิดชอบดูแลธุรกิจโทรคมนาคม มูลค่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท และกิจการโทรทัศน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากวิถีชีวิตของประชาชน ต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสาร
และ ในช่วง “หมอไห่-นพ.สรณ” ทำหน้าที่เป็นประธาน กสทช. ตลอด 4 ปีท่านมา มี “ข่าวลบ” ถาโถมเข้าใส่องค์กรนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบรรดา กสทช. แทบไม่มีเรื่องบวกเกิดขึ้น อีกทั้งที่การได้รับตำแหน่งสำคัญ มีเสียงวิจารณ์ว่า เป็นเพราะได้รับแรงหนุนจาก “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีอำนาจยาวนานเกือบ 9 ปีเต็ม
นอกจากในช่วง “นพ.สรณ” ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำ กสทช.” ได้แต่งตั้ง “พชร นริพทะพันธ์” บุตรชาย “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็น โฆษกประธาน กสทช. นั่นหมายความว่า ประธาน กสทช.ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคการเมืองทั้งสองขั้ว ก็เลยมีโอกาสหายใจหายคอ ในช่วงที่ผ่านมา
จึงไม่แปลกที่พอ “พรรคประชาชน” (ปชน.) เข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็ใช้กรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติของ “หมอไห่” อย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ “คณะกมธ.การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา” ในชุดที่มี “พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์” อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของ “นพ.สรณ” หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจาก “ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ” รองเลขาธิการ กสทช. ผ่านประธานวุฒิสภา
โดยกำหนดประเด็นตรวจสอบหลัก ได้แก่ การที่ “นพ.สรณ” ยังคงประกอบวิชาชีพแพทย์และตรวจรักษาผู้ป่วย จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. หรือไม่ รวมถึงกรณีได้รับเลือกให้เป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ว่าขัดต่อข้อห้ามตามกฎหมายหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อมูลของฝ่ายผู้ร้องเท่านั้น แต่รวบรวมพยานหลักฐานจากหลายหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระรามเก้า ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสรรพากร ตลอดจนคำชี้แจงของ “ศ.คลินิก นพ.สรณ”

ขณะที่การลำดับเหตุการณ์ ก่อนที่จะมีบทสรุปว่า คุณสมบัติของ “นพ.สรณ” มีปัญหา เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.64 วุฒิสภามีมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค.64 ประธานวุฒิสภาได้ออกประกาศ ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบ แสดงหลักฐานการลาออก หรือเลิกประกอบอาชีพที่อาจขัดต่อกฎหมาย โดย “นพ.สรณ” ยื่นหนังสือรับรองการลาออก หรือเลิกประกอบอาชีพ ลงวันที่ 8 ม.ค.65 และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 10 ม.ค.65 ประเด็นสำคัญที่คณะ กมธ.ให้น้ำหนัก คือสถานะของ “นพ.สรณ” กับ “มหาวิทยาลัยมหิดล”
โดย “นพ.สรณ” แจ้งว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี รวมถึงลาออกจากการเป็นกรรมการองค์การเภสัชกรรม และประกาศการลาออกผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในเดือน ม.ค.65 ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 13 เม.ย.65
แต่คณะกมธ.ฯ พบว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดล ลงวันที่ 17 พ.ค.67 ซึ่งลงนามโดย ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และรับรองว่า “นพ.สรณ” ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เม.ย.65 หรือเพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
คณะกมธ.ฯ จึงเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการตรวจรักษาผู้ป่วยในฐานะแพทย์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงสถานะการเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อห้ามตามมาตรา 8 ตลอดจนเงื่อนไขที่กำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาตามมาตรา 26 นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเว็บไซต์ Premium Clinic ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 5 เม.ย.67 พบชื่อ “นพ.สรณ” อยู่ในตารางแพทย์ลงตรวจประจำวันจันทร์ เวลา 13.30-16.00 น. และวันพฤหัสบดี เวลา 10.00-12.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาราชการ ส่วนเว็บไซต์โรงพยาบาลพระรามเก้าพบชื่อ “นพ.สรณ” มีตารางตรวจผู้ป่วยวันเสาร์ เวลา 09.30-11.30 น.
อย่างไรก็ดี รายงานการตรวจสอบดังกล่าว ได้นำคำชี้แจงของ “นพ.สรณ” มาพิจารณาประกอบด้วย โดยอ้างถึงบทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.66 ซึ่งระบุว่า ไม่ได้ผ่าตัดหัวใจมาแล้วประมาณ 9 เดือน การรักษาผู้ป่วยดำเนินการนอกเวลาราชการ ไม่รับผู้ป่วยใหม่ และเป็นเพียงการดูแลผู้ป่วยเดิมที่รักษาต่อเนื่องกันมานาน 20-30 ปี ทั้งยังยอมรับในที่ประชุม กสทช. ว่าเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจริง และยังคงรักษาผู้ป่วยอยู่บ้าง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.66 ยังปรากฏคลิปการแถลงข่าวที่ “นพ.สรณ” กล่าวถึงการทำหน้าที่อาจารย์แพทย์ การสอนนักศึกษา และการรักษาผู้ป่วย ทั้งที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งคณะกมธ.นำมาประกอบการพิจารณาว่าเข้าข่ายการประกอบวิชาชีพอิสระระหว่างดำรงตำแหน่ง กสทช. หรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น คณะกมธ.ฯ ยังใช้ข้อมูลจาก “กรมสรรพากร” และ “แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” หรือ “ภ.ง.ด.90” เป็น “หลักฐานประกอบ” เมื่อพิจารณาร่วมกับหนังสือจากมหาวิทยาลัยมหิดล จึงเห็นว่า มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า “ศ.คลินิก นพ.สรณ” ยังคงมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและประกอบวิชาชีพอิสระอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. อีกทั้งยังพบ หลักฐานการได้รับค่าจ้างและค่าตอบแทนจากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาประกอบว่า การมีรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระระหว่างดำรงตำแหน่งอาจขัดต่อข้อห้ามตามมาตรา 8 หรือไม่
นอกจากนี้สิ่งที่คณะกมธ.ฯ ให้ความสำคัญ คือสถานะของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ แบบบอกรับสมาชิก “รามาแชนแนล” โดยเห็นว่า หาก “นพ.สรณ” ยังคงมีสถานะเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงก่อนเข้ารับการสรรหา ก็อาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ข. (12) เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโทรทัศน์ภายใต้ใบอนุญาตของ กสทช.
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.65 ที่ประชุม กสทช. ซึ่งมี “นพ.สรณ” เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมและอนุญาตให้มหาวิทยาลัยมหิดลประกอบกิจการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ช่อง “รามาแชนแนล” ต่อไปอีก 2 ปี นับจากวันสิ้นอายุใบอนุญาตเดิม คณะกมธ.ฯ จึงเห็นว่า มหาวิทยาลัยมหิดลไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงหน่วยงานของรัฐ แต่ยังเป็นผู้รับใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. ด้วย
ส่วนกรณีการได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ รายงานระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการธนาคารจำนวน 3 ราย ซึ่งรวมถึง “นพ.สรณ” ก่อนที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นธนาคารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.65 จะมีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ ต่อมา “นพ.สรณ” มีหนังสือแจ้งไม่ขอรับตำแหน่ง ขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชะลอการดำเนินการ เนื่องจาก “นพ.สรณ” ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. และอยู่ระหว่างรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อีกทั้งสำนักงาน กสทช. แจ้งว่า ไม่พบข้อมูลว่าธนาคารกรุงเทพได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ประเด็นดังกล่าวจึงมีน้ำหนักในด้านธรรมาภิบาลและสถานะการดำรงตำแหน่ง มากกว่าความเกี่ยวข้องกับผู้รับใบอนุญาตในกิจการที่ กสทช. กำกับดูแล
ท้ายที่สุด คณะกมธ.วุฒิสภาสรุปว่า เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมดร่วมกับบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นว่า “นพ.สรณ” เข้าข่ายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบมาตรา 18 และมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553
หลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีบทสรุปเกี่ยวกับตำแหน่ง “ประธาน กสทช.” ในเวลาต่อมา “นพ.สรณ” ออกมาให้ความเห็นสวนกลับในท้นทีว่า “กรณีที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีมติในประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของรวมถึงการเผยแพร่ข้อมูล และความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานะ การปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงระหว่างรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น ขอยืนยันว่า ได้ลาออกจากสถานะพนักงานของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2565 แล้ว ซึ่งมีผลทำให้ตัวเองไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำใด ๆ ส่วนที่มีการกล่าวหาว่า ได้ทำหน้าที่แพทย์ระหว่างรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นั้น ก็เป็นการส่งต่อคนไข้ ดำเนินการไปตามจรรยาบรรณของแพทย์ที่พึงมีต่อคนไข้ เพื่อให้ความมั่นใจต่อคนไข้ โดยไม่ได้มีเจตนาในการประกอบวิชาชีพ แต่เป็นความต่อเนื่องในการส่งมอบงานเท่านั้น และไม่ได้อยู่ในสถานะลูกจ้างแต่อย่างใด”
สำหรับประเด็นข้อกฎหมาย “น.พ.สรณ” เห็นว่า “ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ใดหรือองค์กรใด เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และ ไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้จะดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป”
ส่วนความเห็นของ “ชำนาญ ชาดิษฐ์” ทนายความส่วนตัวของนพ.สรณ ชี้แจงว่า “มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือ 1.คณะกรรมการสรรหาฯ ได้สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไปแล้ว ผลพิจารณาดังกล่าว มีสถานะเป็นเพียงความเห็น ของคณะกรรมการสรรหา และยังไม่ใช่คำสั่งทางกฎหมายที่มีผลให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ 2.ความเร่งรัดของกระบวนการ รวมถึงการไม่รับฟังข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไปว่า การพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางปกครองและหลักการให้โอกาสคู่กรณีชี้แจงอย่างเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ เราไม่ประสงค์จะกล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า แต่สังคมควรได้รับทราบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน”

ด้านความเห็นของนักกฎหมาย อย่าง “รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “ความจริงเรื่องมันจบแล้ว และในกรณีนี้ไม่มีประตูสู้ เพราะหากดูตาม พ.ร.บ.กสทช. ข้อที่ 1.มาตรา 8 (2) กำหนดว่ากรรมการ กสทช. ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งการที่นพ.สรณ เป็นนายแพทย์รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ก็ถือว่ามีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” อย่างชัดเจน ข้อที่ 2 มาตรา 18 ระบุว่า ผู้ที่มีลักษณะต้องห้าม ต้องลาออกและแสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องทำก่อนที่นายกฯ จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ โดยประธานวุฒิสภาขีดเส้นตายไว้คือวันที่ 10 ม.ค.64 แต่ปรากฏว่า นพ.สรณยังคงเป็นลูกจ้างจนถึง 12 เม.ย.64 จึงถือว่าขาดคุณสมบัติ และสละสิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ข้อที่ 3 มาตรา 20 (5) หากฝ่าฝืนมาตรา 8 ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง โดยการจะพ้นตำแหน่งอย่างเป็นทางการต้องมีการนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และ ข้อที่ 4 มาตรา 5 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้นผู้ที่มีหน้าที่ต้องนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็คือ “นายกรัฐมนตรี” ขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะต้องเป็นผู้ส่งหนังสือ แจ้งมตินี้ไปยังนายกฯ อย่างเป็นทางการ และหากนายกฯ รับทราบมติแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินการนำเรื่องทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง จะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เลย”
นอกจากนี้ยังได้อธิบายความแตกต่างจากกรณีของ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกฯ กรณีนั้น เป็นเรื่องของการ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งต้องใช้การตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) แต่กรณีของ “นพ.สรณ” เป็นการผิดข้อห้ามเรื่องการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายมาตรา 8 อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องมีการตีความ
นั่นหมายความว่า เผือกร้อนมาตกอยู่ที่ “หัวหน้ารัฐบาล” คงต้องรอดูว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะตัดสินใจอย่างไร เพราะดูท่าทีของ “ประธาน กสทช.” คงใช้ช่องทางของกฎหมายในการต่อสู้อย่างเต็มที่
หรือถ้า “อนุทิน” จะเดินหน้านำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอให้ “นพ.สรณ” พ้นจากตำแหน่งสำคัญ ถือเป็นทางออกที่มีความเสี่ยง เพราะยังมี “ศาลปกครอง” เป็นช่องทาง ในการร้องขอความเป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ
ยิ่งถ้าคำพิพากษาสวนทางกับคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ทำให้มี “คนรับเคราะห์” ตามไปด้วย
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















