เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว กับ บทสรุป ของ “คดีฮั้ว สว.” ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยออกมาแนวทางไหน “ตัดจบ” หรือ “ชี้มูลความผิด” ผู้ถูกกล่าวหา หลังมีข่าวองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จะพิจารณาให้จบภายในสิ้นเดือนส.ค.69 ก่อนจะนัดประชุม กกต.เพื่อลงมติอย่างเป็นทางการ
หลังบางฝ่ายพยายามเรียกร้อง ให้ “กกต.” รีบมีบทสรุป!!! ด้วยเหตุที่ว่า การเลือกตั้งผ่านมา 2 ปีแล้ว ทำไมกระบวนการตรวจสอบถึงมีความล่าช้า โดยฐานข้อมูลที่ กกต.จะนำมาพิจารณา คงจะมาจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของสำนักงาน กกต. ซึ่งรับผิดชอบคดีฮั้ว สว. ที่ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเสนอเห็นควรดำเนินคดี ต่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน
แบ่งเป็น สว. 138 คน กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และเครือข่ายอีก 91 คนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561 มาตรา 70 ประกอบ มาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1) โดยเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว เข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ทำให้ได้รับเลือกมาเป็น สว.โดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม และขัดรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 113 ที่บัญญัติว่า “สว.ต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตน อยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ”
ซึ่งในส่วนข้อกล่าวหานี้ หากไปถึงชั้นการพิจารณาของที่ประชุม กกต.และมีมติเห็นพ้องด้วย ก็อาจนำไปสู่การร้องขอให้เสนอศาล รธน.สั่ง “ยุบพรรค” ได้
สำหรับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2561 มาตรา 76 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดห้าม กก.บห. ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการใดที่เป็นการช่วยให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก รวมถึงถ้าผู้สมัครใดยินยอมให้บุคคลดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น โดย คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 มี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน
แต่เหมือน “ฟ้ามาโปรด” หรือ “โชคช่วย” พรรค ภท. และบรรดาที่เรียกขานว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” เมื่อช่วงวันที่ 16 ก.ย.68 “อิทธิพร บุญประคอง” ทำหน้าที่ “ประธาน กกต.” (ในช่วงเวลานั้น) ได้ลงนามแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดพิเศษ ชุดที่ 36 ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหา ข้อโต้แย้งในสำนวนดังกล่าวนี้โดยเฉพาะ
คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายด้าน อาทิ “อนุชา จันทร์สุริยา-อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต-นันทศักดิ์ พูลสุข-เชาวนะ ไตรมาศ-เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์-ธัชสกล พรหมจมาศ” โดยมี “ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานคณะทำงานในการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด ในคดีนี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้น คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 คน ส่วนอีก 91 คน เป็น กก.บห. พรรคการเมือง สส. และสมาชิกพรรค “ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว.”
ซึ่งบทสรุปของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ที่ลงความเห็นต่างกัน ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. ในช่วงเวลานี้ จึงต้องรอดูว่า กระบวนการวินิจฉัยฯ ของ กกต.ชุดใหญ่ จะให้น้ำหนักในส่วนไหน…มากกว่ากัน
ต้องยอมรับช่วงที่ผ่านมา บรรดา “สว.สำรอง” เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนำไปหลักฐานไปยื่นร้อง กกต. และดีเอสไอ หรือไปร้องศาลปกครอง หรือศาลอาญา แต่ก็ถูกตีตก อีกทั้งยังไม่ได้รับความสนใจจากสังคมและสื่อมวลชน เพราะถูกมองว่า มีส่วนได้ส่วนเสีย หาก สว.ที่ทำหน้าที่อยู่ ต้องมีอันเป็นไป ผลประโยชน์ก็จะอยู่กับบรรดา สว.สำรอง
จึงทำให้ สว.กลุ่มนี้นำหลักฐาน ไปมอบให้กับ พรรคประชาชน (ปชน.) แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งไม่พอใจกับบทบาทของสว.ส่วนใหญ่ ที่ถูกเรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมา มีอำนาจ เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ ในองค์กรอิสระหลายองค์กร ทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)-ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอีกหลายแห่ง ซึ่งในทางการเมืองถือว่ามีความสำคัญมาก แม้กระทั่งการให้ความเห็นชอบ “อัยการสุงสุด” (อสส.) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นทนายของแผ่นดิน และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพิ่งให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง “พล.ต.อ.สำราญ นวลมา” ทำหน้าที่เป็น “ผบ.ตร.” ซึ่งมีอายุราชการถึง 7 ปี
เท่ากับว่า องคาพยพของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบ และชี้เป็นชี้ตายในเรื่องคดีความ จะอยู่ในความดูแลของ “พรรค ภท.” ทั้งสิ้น
ดังนั้นในทางการเมือง พรรคฝ่ายตรงข้ามจึงปล่อยให้ “อำนาจ” ไหลไปเข้าทาง “ภท.” ทั้งหมดไม่ได้ จึงไม่แปลกที่ช่วงโค้งสุดท้ายนี้ “พริษฐ์ วัชระสินธุ์” สส.พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จึงเดินหน้าจัดเวที ชำแหละ “ขบวนการฮั้ว สว.” มา 2 ครั้ง โดยนำ “พยานบุคคล” มาเปิดเผย ถึงบทบาทของนักการเมืองในสังกัด ภท. ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะอย่างไร รวมทั้งโชว์เรื่อง “เส้นทางเงินต่าง ๆ” ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. แม้จะเป็นเพียง “คำบอกเล่า” แต่ก็ถือว่า…ดึงความสนใจของสื่อ และสังคมได้มากพอสมควร

อีกทั้ง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ยังยอมเล่นบท “พลีชีพ” นำหลักฐานมายื่นให้ “พริษฐ์” พร้อมทั้งเปิดเผยชื่อรายชื่อ “แกนนำ ภท.9 คน” โดยขอให้แกนนำพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบ จนนำมาสู่ คดีความการฟ้องร้อง ระหว่าง แกนนำพรรค ภท. กับ ผู้อำนวยการไอลอว์
ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของ “ศุภชัย ใจสมุทร” ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายสส. พรรค ภท. โพสต์ข้อความแนบลิงก์ “จักรวาลด้อมส้ม” โพสต์ตั้งคำถาม เกี่ยวกับพฤติกรรม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ไอลอว์” ที่จัดประชุม ผู้สมัคร สว. 300 คน ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในช่วงการเลือก สว.ระดับประเทศ โดยมีเนื้อหาและตั้งคำถาม ดังนี้ทุกคนคะ แบบนี้เรียกว่า อะไรคะ ?
ข้อความของเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ระบุว่า “25 มิ.ย 67 ก่อนเลือกตั้งใหญ่ สว.ไอลอว์และกลุ่มผู้สมัคร “สว. สีส้ม” จัดงานที่ห้องจูปิเตอร์ 11-13 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เชิญเฉพาะผู้สมัคร สว. ที่ได้รับเชิญ 300 คนเท่านั้น จะเข้าห้องได้ ต้องใส่ริสแบนด์ 3 สี คือ ขาว เขียว ฟ้า มีการ์ดคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่ใครอยากเข้าก็เข้าได้ งานแนะนำตัว ทำไมต้องคัดคนเข้าด้วยริสแบนด์สี ต้องมีการ์ดคุมเข้ม แบ่งกลุ่มแบบมีระบบขนาดนี้? ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้เข้าร่วมบางคนเล่าว่าโดนขอให้ฝากโทรศัพท์ไว้ก่อนเข้าห้อง อธิบายให้หนูเข้าใจทีว่า แบบนี้เข้าข่ายเรียกว่า ฮั้ว สว. ได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ให้เรียกว่าอะไรคะ ? ทั้งนี้มีการลงรูปนายธนาธร บรรยากาศ บริเวณหน้าห้องประชุมจูปิเตอร์ ริสแบนด์ อย่างชัดเจน”
ต้องยอมรับว่า การพยายามเข้าไปมีอิทธิพลในการเลือก สว.ของ “ธนาธร” ทำให้ “ผู้มากบารมี” และ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” เกิดอาการ “วิตกกังวล” เพราะจากแนวความคิดใน “การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112-การปฏิรูปกองทัพ-การรื้อโครงสร้างต่าง ๆ” ที่อาจส่งผลต่อ “ระบบการปกครองในประเทศ” จึงนำมาสู่ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญ ที่มีอิทธิพลทางการเมือง เข้ามาเคลื่อนไหวและเดินเกมลับ ๆ วางยุทธศาสตร์ในการยึดกุม “สภาสูง” จนประสบความสำเร็จได้ สว. มาเป็นพันธมิตรเกือบ 140 คน
ในขณะที่ซีกของ “พรรคส้ม” ได้ประมาณ 10 กว่าคน จึงไม่แปลกที่ “ประธานวิปฝ่ายค้าน” จะสื่อสารว่า ความผิดปกติในการเลือกสว.ว่า เป็น การโกง สว.-ไม่ใช้ฮั้ว สว. เพราะรู้ดีว่า “ธนาธร” ก็เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. เช่นเดียวกัน จึงพยายามเปิดเผยว่า มีเรื่องการ “ใช้เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ที่น่าสนใจในระหว่าง “วิปฝ่ายค้าน” จัดเวทีเจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับ คดีโกง สว. ภาค 2 โดยนำ “พยานบุคคล” ที่รู้เห็นในกระบวนการทุจริตเลือก สว. ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมี “พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว” อดีตผู้สมัคร กลุ่มที่ 15 จ.ภูเก็ต “ทรงยศ เหมหงษ์” อดีตผู้สมัครสว.กลุ่มที่ 16 จ.ภูเก็ต “สมนึก สุชัยธนาวนิช” อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 4 จ.สุโขทัย “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” สว.กลุ่มสำรอง
“พ.ต.อ.สมยศ” ให้ข้อมูลว่า ในกระบวนการที่เจอ มีบุคคลที่เป็นผู้ประสานงาน คือ “วงศกร ชนะกิจ” ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต พรรค ภท. โดยนัดหมายรวมตัวตั้งแต่เดินทางจากจ..ภูเก็ต เลี้ยงอาหารบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา และประชุมที่โรงแรมย่านจ.ปทุมธานี ซึ่งในโรงแรมดังกล่าว พบผู้สมัคร สว. จาก จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต ด้วย โดยจะเป็นการประชุมทีละจังหวัด มีผู้บรรยายคนเดียว คือ “โกเกียรติ” จ.สตูล ซึ่งให้จดหมายเลขการเลือกในรอบแรก และเลือกรอบไขว้ ให้สวมเสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์กลุ่ม
“ระหว่างประชุม ผู้สมัคร สว. ชื่อ พี่แนบ ได้ถามว่า ทำไมไม่มีชื่อตัวเอง ซึ่งโกเกียรติ บอกว่า เป็นการสุ่มจากคอมพิวเตอร์ ทำให้ไม่พอใจ หลังจากนั้นผม พี่แนบ และคุณสุรศักดิ์นั่งคุยกันว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะมีสมาชิกพรรคการเมืองมาเกี่ยว และเลือกตามที่กำหนด วันที่เกิดเหตุช่วงกลางคืน ทีมงานของนายวงศกร ถือซองขาวใส่ธนบัตรใบละ 1,000 บาทมาให้พี่แนบ บอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายในกทม. จำนวน 10,000 บาท แต่ผมไม่ได้ ทำให้พี่แนบไม่รับซองใส่เงิน จากนั้นได้เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมไปพักที่อื่น” พ.ต.อ.สมยศ กล่าวย้ำ
จะเห็นว่า เป็นความพยายามสื่อสารให้สังคมเห็นว่า มีการใช้เงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้รู้สึกว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น กับการเคลื่อนไหวของพรรค ภท. ซึ่งเชื่อว่า การเดินเกมครั้งนี้ของ “พรรค ปชน.” มีการร่วมมือกับ “สว.กลุ่มสำรอง-กลุ่มไอลอว์-นักการเมืองบางกลุ่ม” ที่เคยมีบทบาทในการดูแล “ดีเอสไอ” ซึ่งสามารถนำหลักฐานในสำนวนมาเปิดเผย เพื่อสร้างกระแสและกดดัน กกต.
เพราะในช่วงที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นรัฐบาล ก็มีการผลักดันผ่านทาง “ภูมิธรรม เวชยชัย” ทำหน้าที่รองนายกฯ (ในขณะนั้น) และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เป็นรมว.ยุติธรรม (ในขณะนั้น) ที่ สนับสนุนให้ “คดีฮั้ว สว.” เป็นคดีพิเศษ พุ่งเป้าตรวจสอบในส่วนของ “อั้งยี่และฟอกเงิน” เพราะ “ผู้มากบารมีเหนือพรรค พท.” ไม่ต้องการให้พรรค ภท.มีอำนาจเหนือ สว. เพราะอาจส่งผลกระทบกับพรรค พท.ในฐานะแกนนำรัฐบาล และจะมีอำนาจต่อรองสูง

ขณะที่ “สุขสมรวย วันทนียกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ และสส.อำนาจเจริญ พรรค ภท. ก็ออกมาหักล้างข้อมูล “พริษฐ์” ที่เรียกร้องให้ 9 นักการเมืองพรรค ภท. ออกมาชี้แจงกรณีโกง สว.ว่า “ที่พรรคฝ่ายค้านพาดพิง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ผ่านงานเสวนา เปิดหลักฐานคดีโกงสว. ภาค 2 ที่รัฐสภา และคลิปที่นำเสนอ เป็นคลิปที่จัดงานที่ จ.อำนาจเจริญ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เรื่องการรณรงค์ใส่ผ้าขาวม้า เพราะเราได้ชื่อว่า เป็นเมืองหลวงของผ้าขาวม้า ภายในงานมีการไลฟ์สดตลอดทั้งงาน และการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้นำประเด็นนี้ไปร้องต่อ กกต. ตนไม่เคยเลี้ยง และ กกต. ก็ไม่เคยเรียกสอบ เพราะหลักฐานการจัดงาน และคลิปที่ไลฟ์สดตลอดทั้งงานไม่เคยพูดถึงเรื่อง สว. และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองฝ่ายตรงข้าม ก็เคยร้องจริยธรรมที่สภาฯ ซึ่งก็ได้แจ้งความหมิ่นประมาท ต่อมาคนร้องได้รับสารภาพ และขณะนี้ศาลสั่งให้รอลงอาญา ทั้งนี้ขอฝากไปถึงฝ่ายค้าน หากจะเอาข้อมูลอะไรออกสื่อ ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าข้อมูลเป็นอย่างไร ไม่ใช่เอาข้อมูลเก่ามาพูดให้คนอื่นเสียหาย”
จะเห็นว่า แกนนำพรรค ภท. พยายามนำข้อมูลมาหักล้างฝ่ายค้าน เพื่อทำให้เห็นว่าสิ่งที่ “พริษฐ์” สื่อสารเป็น “ข้อมูลเก่า” และกระบวนการยุติธรรมตัดสินคนที่กล่าวหาแล้วว่า มีความผิด เพื่อจะลดน้ำหนักและทำให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริง
ที่น่าสนใจคือ มีเเหล่งข่าวจาก กกต.ระบุว่า กำลังจับตาความเคลื่อนไหวของนายยิ่งชีพ และนายพริษฐ์ เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวสอดรับนักวิชาการ สว.อิสระ และสว.สำรอง รวมทั้งผู้สมัคร สว.บางราย ที่ออกมาให้ข้อมูลกับสังคมในข่วงที่ผ่านมา จะพบว่าบางประการ มีความผิดปกติ โดยเฉพาะลักษณะข้อมูลของบุคคลเหล่านี้ที่นำมาเผยเเพร่กับสังคมในช่วงที่ผ่านมา สอดรับกันอย่างผิดวิสัย เเม้จะอ้างว่าได้มาจากการไปร่วมพูดคุยกับตัวเเทน เเกนนำบางพรรคในช่วงก่อนการเลือก สว.
“ข้อมูลบางประเด็นอยู่ในสำนวนมติคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 เเต่บุคคลบางราย นำมาเปิดเผยกับสังคมในช่วงที่ผ่านมา เเละกำลังจะเปิดเผยอีกนั้น มีโอกาสสูงที่ข้อมูลของการสืบสวนในคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 รั่วไหลไปยังบางฝ่าย และถูกนำมาเผยแพร่ต่อสังคม ซึ่งอาจจะมีเจตนาเพื่อกดดันการวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นไปในทิศทางที่ฝ่ายการเมืองต้องการ” แหล่งข่าวกล่าว
เเหล่งข่าวรายเดียวกันนี้ กล่าวอีกว่า กรณีข้อมูลของคณะชุดที่ 26 หลุดออกมา กกต.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สอบสวนภายในมาระยะหนึ่งเเล้ว เพื่อนำคนผิดมาลงโทษไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานใดก็ตาม เพราะการนำความลับในสำนวนการสอบสวน ไปเผยแพร่กับสังคม ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น นับว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย เนื่องจากเป็นการนำความลับทางราชการ (สำนวนการสอบสวน) ออกไปเผยเเพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ข้อมูลของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 มีรายละเอียดบางด้าน ที่ขัดเเย้งกับข้อมูลของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 เพราะข้อมูลเเละพยานหลักฐานบางอย่างขัดเเย้งกัน เองในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26
“พยานบางรายที่มาให้การ ในช่วงเเรกให้การเเบบหนึ่ง ต่อมาพยานคนนั้น มาขอกลับคำให้การที่มีลักษณะคล้ายกับการเคลื่อนไหวของบางฝ่าย เเละพยานบางรายให้การเเบบผิดสังเกต โดยขาดหลักฐานที่มีน้ำหนัก มีการกล่าวอ้างลอย ๆ เเละพยานบางรายให้การสอดรับกับพยานคนอื่น ๆ เเบบผิดวิสัย เเละการสืบสวนในทางลับพบว่า เเทบทุกพรรคหรือกลุ่มการเมือง มีการล็อบบี้คนให้ลงสมัคร สว.เช่นกัน เเต่ได้เข้าไปเป็น สว.จำนวนต่ำกว่าที่คาดไว้ จึงประสานกับหลายกลุ่ม ที่ไม่ได้เป็น สว. มาดำเนินการ ร้องเรียนการฮั้ว สว.ดังกล่าว”
แหล่งข่าวคนนี้ ระบุอีกว่า เนื่องจากพยานมีการกลับคำให้การหลายครั้ง จึงเป็นเหตุให้ กกต. ขอใช้ประชุม 12 ครั้ง เพื่อวินิจฉัยให้กระจ่าง และให้กรณีนี้เป็นที่สิ้นสุด เพื่อพิจารณาสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่ส่วน ชุดที่ 26 กับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ตามข้อเท็จจริงเเละพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
เชื่อว่า ก่อนที่ กกต.จะนัดวินิจฉัยชี้ขาด แต่ละฝ่ายคงนำเสนอข้อมูล มาหักล้างกันเต็มที่ เพราะเกี่ยวข้องกับ “อำนาจฝ่ายบริหาร” และการ “กุมความได้เปรียบทางการเมือง” ทั้งในส่วนของอำนาจองค์กรอิสระ ความพยายามวางกลไกในในการปกครองประเทศ
แต่เรื่องนี้ถ้าย้อนไปในอดีต จะพบชะตากรรมของ “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ออกมาระบุว่ามี “2 ส.” เข้ามามีอยู่เบื้องหลังในคดีนี้ แต่วันนี้ “เจ้าตัว” ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เพราะวิบากกรรมจากคดีค้างเก่า
ดังนั้นเรื่อง “ฮั้ว สว.” นอกจากต้องดู “ข้อกฎหมาย” และ “ข้อเท็จจริง” ที่ใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคดี บางทีอาจมี “ตัวแปรพิเศษ” ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง…ก็เป็นได้
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”





















