spot_img

ด้านมืด‘ดาต้า เซ็นเตอร์’ มหันตภัยใหม่

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

อุตสาหกรรม “ดาต้า เซ็นเตอร์” (Data Center) กำลังเป็นที่สนใจ ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2568 ในส่วนประเทศไทยมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วถึง 28 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เฉพาะช่วงต้นปี 2569  คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ.) อนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพิ่มอีก 7 โครงการรวมมูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาท

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย มีมูลค่าเติบโตจาก 2.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี2026 สู่ 4.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2531

รายงานของ Arizton Advisory & Intelligence ระบุว่า สิ้นปี 2568 กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 31 แห่งอีก 8 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่แถบพระราม 9 และรามคำแหง ทำให้ย่านนี้กลายเป็น “มหานคร ดาต้า เซ็นเตอร์” ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ระดับองค์กร หรือให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้งนี้เนื่องจาก พื้นที่พระราม 9 เป็นศูนย์กลางเครือข่ายโทรคมนาคมระดับประเทศ มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกหลัก และใกล้กับสถานที่ตั้งเครือข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคมในพื้นที่ เปรียบเสมือนศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเสถียร และความเร็วการเชื่อมต่อ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีกระแสต่อต้านจากประชาชนชนในพื้นที่ย่านพระราม 9 ร้องเรียนโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งกังวลว่า จะส่งผลต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา เสียงรบกวน และความร้อนจากระบบหล่อเย็นของศูนย์ข้อมูล ล่าสุดมีการร้องเรียนว่า อาคารดาต้า เซ็นเตอร์ใน กทม.สร้างปัญหาปล่อยคลื่นบ้างแล้ว

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มีผลกระทบกับชีวิตของคนมันเยอะกว่าที่คิด โดยผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่า ประชาชนมากกว่า 70% ปฏิเสธการสร้าง ดาต้า เซ็นเตอร์ ในพื้นที่ของตน โดยยกเรื่องความวิตกกังวลเรื่องน้ำและไฟฟ้า ส่วนสภาเมืองเริ่ม “สั่งเบรก” หลายพื้นที่ในอเมริกา ถึงขั้นลงมติปฏิเสธคำขอขยายดาต้า เซ็นเตอร์ ขนาดใหญ่ของบริษัทยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง เพราะรับไม่ได้กับการดึงน้ำและไฟของเมืองไปใช้

แม้รัฐนิวยอร์กยังเลือกชะลอการอุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อทบทวนกติกาให้ชัดเจน เพราะเห็นว่า อุตสาหกรรมนี้อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า สิ่งแวดล้อม และค่าใช้จ่ายของประชาชน เขาไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ปฏิเสธการเติบโตแบบไม่มีมีเงื่อนไข  ซึ่งประเทศไทยควรเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยเช่นกัน

จะเห็นว่า บทเรียนจากหลาย ๆ ประเทศ ไม่ได้แข่งขันด้วยการแจกสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ลงทุนพลังงานสะอาด สนับสนุนชุมชนหรือร่วมพัฒนาบุคคลากรในประเทศ แม้หลายประเทศยังสร้างดาต้า เซ็นเตอร์กลางเมือง เพื่อรองรับ AI ได้ แต่หลาย ๆ เมือง เช่น สิงคโปร์  ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต เริ่มประสบปัญหา ที่ดินราคาแพง ไฟฟ้าไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการทยอยย้ายไปยังเมืองรอง

ขณะที่จากรายงานของ Net Zero Carbon ระบุว่า ภัยเงียบจาก “ดาต้า เซ็นเตอร์” มีผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและภาระค่าไฟของชุมชุน สำหรับ ดาต้า เซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวนมาก เพื่อรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ได้ปล่อยมลพิษอันตรายสู่ชั้นบรรยากาศสารพิษเหล่านี้ส่งผลเสียต่อระบบหายใจและโรคหัวใจ

นอกจากนี้ยังมีมลพิษทางเสียงและแสง ที่มาจากเครื่องจักร ระบบทำความเย็นและเครื่องดีเซล สร้างเสียงกระหึ่มอย่างต่อเนื่องเกิน 90 เดชิเบล เป็นอันตรายต่อการได้ยิน รวมถึงการเปิดไฟสว่างตลอดคืน 

ที่สำคัญดาต้า เซ็นเตอร์ ต้องใช้น้ำมหาศาลที่จะส่งผลเสียตามมา โดยระบบระบายความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บางแห่งใช้น้ำ 4.5-5 แสนล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งการดึงน้ำจากแหล่งน้ำในท้องถิ่นมาใช้ จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤติความแห้งแล้ง และสร้างความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำของประชาชน

ที่สำคัญ ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่จะดึงพลังงานจากสายส่งไฟฟ้ามหาศาล ส่งผลให้ผู้ให้บริการต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักส่งต่อมายังประชาชนทั่วไป ทำให้ค่าไฟฟ้าครัวเรือนของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ดาต้า เซ็นเตอร์ จะไม่ได้ปล่อยมลพิษแบบโรงงานอุตสาหกรรม แต่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและน้ำจำนวนมากสำหรับหล่อเย็น ลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจึงกังวลว่า หากกระจุกตัวในพื้นที่เมืองหนาแน่น อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้าแรงดันน้ำประปาอุณหภูมิพื้นที่โดยรอบเสียงจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน ทำให้ประชาชนทั่วโลกเริ่มย้ายออกนอกเมือง

นอกจากนี้ เริ่มมีคำถามกับ “บีโอไอ.” ถึงความคุ้มค่าของการลงทุน ว่าคุ้มหรือไม่ ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุน 800,000 ล้านบาทที่บีโอไอ.ภูมิใจ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งสำคัญกว่า ประเทศไทยได้อะไร เพราะธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ นำเข้าอุปกรณ์เกือบทั้งหมด การทำงานใช้ระบบอัตโนมัติเป็นหลัก จ้างงานไม่มาก ไซต์งานแต่ละแห่งไม่กี่สิบคน มูลค่าส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังบริษัทเจ้าของเทคโนโลยี สิ่งที่ประเทศไทยประเคนใส่พานให้ มีทั้ง ที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ และสิทธิประโยชน์ทางภาษียกเว้นภาษี8-13ปีรวมถึงยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร อีกทั้งไม่มีอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการไทย ไม่เหมือนอุตสาหกรรมรถยนต์หรืออิเลคทรอนิกส์ที่มีซัพพลายเชนเป็นผู้ประกอบการไทย  

 นี่คือ ความดำมืดของ “ดาต้า เซ็นเตอร์” ที่รัฐและบีโอไอ.ตาลุกกับตัวเลขการลงทุน แต่แทบไม่มีประโยชน์อะไรกับเศรษฐกิจไทย ตรงกันข้ามกลับใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและรายได้ทางภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุนที่บีโอไอ.ประเคนให้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ต้องแบกรับกับปัญหาที่จะตามมา

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img