ประเด็น “งบประมาณปี 2570” ที่กำลังถูกจับตาอย่างหนักคือ ภาระหนี้สะสมจากการดำเนินนโยบายรัฐ หรือ “มาตรการกึ่งการคลัง” (Quasi-Fiscal Policy)
ล่าสุด “วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่รู้จักในนามปากกาและชื่อในวงการสื่อว่า “อาจารย์วีระ ธีรภัทร” ซึ่งเป็น “อนุกรรมาธิการงบประมาณ ปี 70” ได้ออกมาแสดงความห่วงใย หลังพบ ยอดหนี้คงค้างที่รัฐบาลค้างจ่าย “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” (ธ.ก.ส.) พุ่งสูงกว่า 8 แสนล้านบาท และ อาจจะทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท หากรวมภาระทับซ้อนอื่น ๆ พร้อมเตือนรัฐบาลว่า “อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายหาเสียง จนทำลายระบบการคลัง”
จากเอกสารรายงานผลการดำเนินงานตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร “อ.วีระ” ได้ตั้งคำถามสำคัญถึง *ยอดภาระคงค้างสะสม ที่รัฐบาลมอบหมายให้ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายเงินไปก่อนตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 พบว่า ธ.ก.ส. มีลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาลรวมสูงถึง 826,861 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนของ ธ.ก.ส.เองกว่า 7.19 แสนล้านบาท และเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอีกกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้น “อ.วีระ” ได้เสนอ 3 ประเด็นหลัก ที่รัฐควรทบทวนเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง

กับดัก “หนี้ตาย” และงบประมาณที่ไม่เพียงพอ
“อ.วีระ” เปรียบเทียบภาระหนี้ ที่เกิดขึ้นว่าเป็น “หนี้ตาย” ซึ่ง “ไม่ใช่หนี้เสีย” คือใช้คืนแต่ดอกเบี้ย แต่ไม่คืนเงินต้น หรือจะคืน รัฐบาลก็ตั้งงบประมาณนำกลับมาคืนน้อยมาก ในปีงบประมาณ 2570 ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณชดเชยต้นทุนและค่าบริหารจัดการไป 59,402 ล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรจริงเพียง 8,834 ล้านบาท หรือแค่ร้อยละ 14.87 เท่านั้น ส่งผลให้ ธ.ก.ส. ต้องแบกภาระต้นทุนเงินเพิ่มขึ้นจากการระดมทุนเองเฉลี่ยปีละ 610 ล้านบาท
การใช้มาตรา 28 จนชนเพดาน
ปัจจุบันกรอบการใช้เงินตามมาตรา 28 ถูกขยับเพดานขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่ง “อ.วีระ” เห็นว่า เหลือวงเงินอีกเพียงประมาณ 1 แสนล้านบาท ก็จะชนเพดานแล้ว แต่รัฐบาลยังคิดจะทำโครงการจ่ายเงินสด (Cash Out) ให้เกษตรกรในปีผลิต 69/70 อีกกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถานการณ์การคลังที่ตึงตัวและอันตรายอย่างยิ่ง!!!
องค์ประกอบหนี้ที่ทับซ้อน
หนี้ที่รัฐบาลค้าง ธ.ก.ส. ไม่ได้มีแค่ “เงินต้น” แต่ยังมี “ชดเชยต้นทุนเงิน-ส่วนต่างดอกเบี้ย-ค่าบริหารจัดการ” ที่สะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนโครงการที่รัฐบาลสั่งให้ทำ
ดังนั้นเพื่อให้ระบบการคลังกลับมาเข้มแข็ง “อ.วีระ” เห็นว่า ควรเสนอให้ลดเพดานการใช้เงินมาตรา 28 ลงมาเหลือร้อยละ 30 และควรยุติการใช้เงินแบบ “ออกไปก่อน-คืนทีหลัง” เพื่อหาเสียงแบบ “แจกเงินเปล่า” ให้กับกลุ่มเกษตรกร-ชาวนา เหมือนที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในเวลานี้
นอกจากนี้ กำหนดกรอบการชำระคืนเงินต้นที่ชัดเจน โดยเสนอให้กำหนดเป็นร้อยละของงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี เช่นเดียวกับการชำระหนี้สาธารณะที่ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับตัวธนาคารเพียงฝ่ายเดียว
ประเด็นเรื่องวินัยการเงินการคลังที่ “อ.วีระ” เป็นกังวล และออกมาให้ข้อมูล นับเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญจากภาคกรรมาธิการฯ ว่า การดำเนินนโยบายประชานิยมผ่านธนาคารรัฐ หากไม่มีแผนการชำระคืนที่ชัดเจน อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และความมั่นคงของสถาบันการเงินของรัฐในระยะยาวได้
…………………
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















