ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) กำหนดรับฟังความเห็นในวันที่ 8 ก.ย.69 นี้ เป็นที่จับตาพอสมควร ว่าร่างแผนนี้ จะกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ามาจากเชื้อเพลิงอะไรบ้าง และสัดส่วนเท่าไหร่
มาดูแนวคิดหลักของแผนนี้ จะเป็น การผสมผสาน “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน” ร่วมกับ “เทคโนโลยีพัฒนาความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า และเทคโนโลยีคาร์บอน” โดยแผนจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาหลัก ๆ
ช่วงแรก…พลังงานสะอาด (RE) จะค่อย ๆ เข้าระบบปี 2573 มีสัดส่วนประมาณ 49% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 12% หรือรวมพลังน้ำอีก 5% เป็น 17% ส่วนช่วงที่ 2 หลังปี 2580-2593 (ค.ศ.2050) เป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเร่งสปีดสู่ Net Zero 2050 ตามที่ประกาศได้ไว้ ดังนั้นช่วง 2 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ซึ่งตามแผน PDP กำหนดไว้ดังนี้
- -ผลิตไฟฟ้าจาก RE เข้าระบบขั้นต่ำ 65% ไปจนถึง 90%
- -ลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลือ 11% จากปัจจุบัน 60%
- -สัดส่วนอีก 24% ให้มีแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) เพื่อให้ RE มั่นคงมากขึ้น มี VRE (Variable Renewable Energy หรือ พลังงานหมุนเวียนชนิดผันแปร) เช่น โซลาร์ ลม ทยอยเข้ามาในระบบมากขึ้น, เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งกำเนิด หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) ต้องมาด้วย เพื่อไม่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่ยังมีอยู่ปล่อยคาร์บอนไปกระทบกับเป้าหมาย Net Zero รวมถึงมี Demand Response (DR) เป็นอีกกลไกบริหารจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยจูงใจด้วยส่วนลดราคาค่าไฟฟ้าในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อให้ผู้ใช้ไฟปรับ หรือลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการสูงช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

ดังนั้นรูปการณ์แล้ว ก็หมายความว่า ในช่วงแรก ๆ RE จะเน้นไปที่สัดส่วนเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เสถียรกว่า เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือขยะ ระยะยาวจึงจะค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ และลม ส่วนพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำหนดระยะยาวจะไปให้ถึง 9,000 เมกะวัตต์ แต่ในช่วงต้นของร่างแผน PDP 2026 จะให้เข้าระบบก่อน 300 เมกะวัตต์โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีภารกิจต้องทำให้เกิดขึ้นนำร่องเอกชนที่จะลงทุนในเฟสต่อไป
สำหรับคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงสิ้นสุดแผนหรือปี 2593 จะเพิ่มจากปี 2569 ที่ 57,273 เมกะวัตต์ ไปอยู่ที่ 79,696 เมกะวัตต์
สอดรับกับแผนจัดสรรกำลังผลิตใหม่ในปี 2569-2593 ที่ได้สรุปเป้าหมายภาพรวมให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ 127.2-194.8 กิกะวัตต์ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า มาจาก
- -โซลาร์ 28,990-61,300 เมกะวัตต์
- -ลม 10,360-52,700 เมกะวัตต์
- -BESS 40,000-40,500 เมกะวัตต์
- -DR / DER ( Distributed Energy Resources) หรือ ระบบจัดการพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่ติดตั้งอยู่ใกล้กับผู้ใช้งาน 14,000 เมกะวัตต์
- -SMR 9,000 เมกะวัตต์
- -โรงไฟฟ้าก๊าซฯ (Combined Cycle Gas Turbine) 16,800-24,500 เมกะวัตต์
- -CCS 0-47 ล้านตันคาร์บอน

โดย PDP 2026 ช่วงที่ 1 ปี 2569-2580 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามา 50,900 เมกะวัตต์ โซลาร์ 24,300 เมกะวัตต์ ลม 2,700 เมกะวัตต์ BESS 14,500 เมกะวัตต์ มี DR หรือ DER เข้ามา 2,660 เมกะวัตต์ SMR 300 เมกะวัตต์ และ โรงไฟฟ้าก๊าซฯ 9,100 เมกะวัตต์
พอถึง ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2581-2493 ซึ่งเป็นทางแยกของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากฟอสซิลเป็น RE ก็จะมีออฟชั่น 3 ทางเลือก ประกอบด้วย
- –ทางเลือกหนึ่ง ยังพึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซฯ อยู่ 15,400 เมกะวัตต์ ควบคู่กับ CCS เป้าหมายดักจับคาร์บอน 47 ล้านตันคาร์บอน ส่วนโซลาร์ เข้าระบบ4,590 เมกะวัตต์ ลม 7,660 เมกะวัตต์ BESS 40,000 เมกะวัตต์ SMR เข้ามาเพิ่มอีก 8,700 เมกะวัตต์ (เพราะช่วงต้นมาแล้ว 300 เมกะวัตต์)
–ทางเลือกที่สอง RE มาแบบจัดเต็ม โซลาร์ 37,000 เมกะวัตต์ ลม 50,000 เมกะวัตต์ เมื่อ RE มาเยอะ BESS ก็ต้องเยอะตามไปด้วยหรือ 40,500 เมกะวัตต์ และ SMR 8,700 เมกะวัตต์ - –ทางเลือกที่สาม เรียกว่าเป็น Balance Net-Zero ซึ่งว่ากันว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เป็นโซลาร์ 16,590 เมกะวัตต์ ลม 20,660 เมกะวัตต์ BESS 40,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซฯ 9,800 เมกะวัตต์ CCS ดักจับคาร์บอน 20 ล้านตันคาร์บอน ส่วน SMR เท่ากันทุกทางเลือก คือ 8,700 เมกะวัตต์

“วัฒนพงษ์ คุโรวาท” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ให้รายละเอียดถึงแผนจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในปี 2569-2593 ว่า “ในช่วงต้นของแผนหรือ 2569-2580 ไม่ได้เปลี่ยนไปจาก PDP ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือ PDP 2018 rev 1 มากนัก แต่หลังจากปี 2580-2593 เป็นช่วงที่ท้าทายซึ่งได้กำหนดเป็นทางเลือกต่าง ๆ ไว้ในการตัดสินใจ เขา ย้ำว่า ประเด็นของ PDP 2026 อยู่ที่การทำให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2050 ลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานให้เหลือ 19 ล้านตันคาร์บอนในปี 2593 จากปี 2569 ที่ปล่อยอยู่ 74 ล้านตันคาร์บอน”
จาก ภาพรวมของระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต เราจะพบว่า ในด้านของ “กำลังผลิต” จะมาจากหลากหลายแหล่ง ส่วน “ผู้ผลิต” ก็หลากหลายเช่นกัน ทั้งโรงไฟฟ้า และมาจากผู้ผลิตทั่วไปที่ผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ในกิจการตนเอง (Independent Power Supply: IPS) รวมถึงครัวเรือนต่าง ๆ ที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ใช้เองและสามารถขายเข้าระบบได้ด้วยตามโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
สำหรับ “ภาคประชาชน” ปี 2569 ที่รัฐบาลให้ขยายการรับซื้อเป็น 500 เมกะวัตต์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกตามแรงผลักดันทางการเมือง แล้วก็มีโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ที่ให้เอกชนไปจับมือกับองค์กรชุมชนแบบ 1 ตำบล 1 ผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบอีก นอกจากนี้ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นอีกแหล่งกำเนิดพลังงานที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบเช่นกัน
ทางด้าน “การใช้ไฟฟ้า” ก็จะมีผู้ใช้ไฟฟ้าระดับไฮเปอร์สเกล อย่าง Data Center เข้ามาทำให้โหลดไฟฟ้าของไทยพุ่งกระฉูดในอนาคต ซึ่งมีตัวเลขยื่นขอการลงทุนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 30,000 เมกะวัตต์ แต่กระทรวงพลังงาน ได้บอกไว้แล้วว่า ระบบรองรับได้ 8,800 เมกะวัตต์ รวมถึง EV ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าที่เข้ามารองรับการเดินทางของคนเมือง
ดังนั้นเวลานี้กิจการไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญทางการเมือง และนักลงทุน ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ รายย่อย รวมถึงครัวเรือนด้วย ในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าที่ต่างจับจ้องแผน PDP เป็นเรื่องปกติ เพื่อแสวงหาโอกาสการเติบโตจากแผน PDP ตอนนี้กำลังเล็งเป้าหมาย
อย่าง บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH วันก่อน “นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ RATCH ก็ประกาศตั้งเป้าหมายจะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการลม และชีวมวล รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ด้วย

สำหรับโรงไฟฟ้าราชบุรี ที่สัญญา PPA จะหมดอายุในเดือนเมษายน 2570 กำลังทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การต่ออายุสัญญา PPA 2.การขายไฟฟ้าให้กับธุรกิจ Data Center ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการธุรกิจ Data Center ระดับใหญ่หลายราย เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและขายไฟฟ้าให้ตามที่ถนัด และ 3.ขายทรัพย์สินบางส่วนของโรงไฟฟ้าออกไป เพราะตอนนี้ เครื่อง Gas Turbine มือสอง กำลังเป็นที่ต้องการสูง ขณะเดียวกันก็กำลังจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีเพิ่มเติมด้วย
รวมถึง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ที่ “ธวัชชัย สำราญวานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group ก็ประกาศพร้อมประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ตามแผน PDP 1 โรงขนาด 700-800 เมกะวัตต์ ซี่งมีพื้นที่ที่ระยองพร้อมรองรับ รวมถึงพร้อมประมูลโรงไฟฟ้า RE ซึ่งบริษัทมีความพร้อมในเรื่องที่ดินที่อยู่ในหลายพื้นที่ ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง ที่มีพื้นที่กว่า 621 ไร่ จะดึง Data Center รายใหญ่ขนาด 200-400 เมกะวัตต์เข้ามาลงทุนด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา
ทั้งสองบริษัทคือ RATCH และ EGCO บริษัทลูกของ กฟผ.ทั้งคู่ ต่างกำลังศึกษาเทคโนโลยี SMR ชนิดหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว แต่เมื่อเป็นบริษัทลูก กฟผ.ก็คงออกมาในรูปจับมือกันมากกว่าแข่งขัน พอ กฟผ.เริ่มนำร่องทำ 300 เมกะวัตต์ได้ ทั้งสองบริษัทนี้ โดยเฉพาะ RATCH บอกว่า จะขอเป็นรายที่สองทันที แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมบริษัทบิ๊ก ๆ Low Profile, High Profit ด้วยนะ
มองรูปการณ์แล้ว กิจการไฟฟ้าของไทยกำลังมีการเคลื่อนไหวอย่างสูง ที่จะพลิกโฉมในหลายเรื่อง ด้านหนึ่งการเข้ามาของ RE, Data Center และ IPS ทำให้การผลิตไฟฟ้ากระจายศูนย์ออกไป ที่ดินของประเทศกำลังเปลี่ยนมาอยู่ในมือของกิจการพลังงาน ทำเลทองตอนนี้คือ ทำเลที่มีระบบผลิตและสายส่งไฟฟ้ามั่นคงต่างกำลังถูกแย่งกันจับจอง
อีกด้านหนึ่งการมี RE สัดส่วนสูงมากกว่า 65% ในระยะยาวและจะไปถึง 90% ขณะที่ผลิตได้เฉพาะกลางวัน แต่กลางคืนต้องพึ่งโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม การมีผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ผลิตไฟฟ้าในคนเดียวกันเหลือขายเข้าไฟฟ้าเข้าระบบได้อีก รวมถึง EV ที่กำลังมา ซึ่งจะมาชาร์จไฟฟ้าตอนกลางคืนพร้อม ๆ กันตามสถานีชาร์จที่กระจายตัวไปตามชุมชน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือบ้านเรือน ทำให้โหลดสูงขึ้นมหาศาลและเปลี่ยนช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดมาตอนกลางคืนราว 3-4 ทุ่ม
ทั้งหมดทั้งมวลระบบผลิตใหญ่ของประเทศ และส่งไฟฟ้าต้องสอดประสาน ซึ่งตอนนี้ทั้ง 3 การไฟฟ้าฯ กำลังร่วมกันวางแผนชนิดปาดเหงื่อ เพราะไฟฟ้าต้องมั่นคงด้วยยืดหยุ่นด้วย SMART GRID ต้องมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ แน่นอนว่า โจทย์ใหญ่ที่นักลงทุนอยากได้คือ ทำอย่างไรให้ไฟฟ้าที่ป้อนออกมามั่นคง ขณะที่ค่าไฟและค่าบริการต้องไม่แพงด้วย มีไฟฟ้าสีเขียวให้ใช้เป็นทางเลือก แต่โจทย์จากเอกชนจะเป็นอย่างไรก็ตามประชาชนต้องไม่เป็นเดอะแบก “ใครใช้ไฟมาก ก็ต้องจ่ายแพง” เป็นหลักที่ควรยึดไว้ให้ดี แล้วก็ไม่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากกิจการไฟฟ้า จนหลักการกวัดแกว่ง หลงทิศหลงทาง อนาคตลูกหลานจะอยู่กันลำบาก และประเทศพังได้แน่นอน
………….
รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ



















