อย่าปล่อยให้ไทยถูกยึดเงียบ! ดร.นพดล ชงมาตรการจับผิดทุนต่างชาติและเจ้าหน้าที่รัฐจอมปลอม ย้ำต้องลงโทษขั้นสูงสุดจัดการ “คนใน” ที่เปิดประตูให้ศัตรูทำลายชาติ
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน (พ.ศ. 2569) ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี รวมทั้งศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และระเบียบวิธี จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ประเทศใดที่ไม่มีกฎหมายป้องกันและลงโทษ “ขบวนการสายลับและขายชาติ” อย่างจริงจัง ประเทศนั้นอาจไม่ได้พ่ายแพ้จากสงครามภายนอก แต่อาจค่อย ๆ สูญเสียอธิปไตยจากคนของตนเอง ที่เปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำประเทศผ่านข้อมูล เงินทุน อิทธิพล และเครือข่ายที่ซ่อนตัวอยู่ภายในสังคม โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทันรู้ตัวว่าชาติของตนกำลังถูกบ่อนทำลายจากภายใน
ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยที่คนไทยจำนวนมากยังไม่ทันสังเกตเห็น ภัยนั้นอาจไม่ได้มาในรูปแบบรถถัง ไม่ได้มาพร้อมเสียงขีปนาวุธ และไม่ได้เริ่มต้นจากสงครามชายแดน แต่มันอาจเริ่มจาก “ข้อมูล” เริ่มจาก “เครือข่าย” เริ่มจาก “เงินทุน” เริ่มจาก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” เริ่มจาก “สื่อ” เริ่มจาก “แพลตฟอร์มออนไลน์” และเริ่มจาก “การค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดของสังคม” ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน การแบ่งขั้วทางสังคม การสร้างความเกลียดชัง การทำให้รัฐอ่อนแอ การแทรกซึมโครงสร้างสำคัญของประเทศ และในบางกรณีอาจลุกลามไปสู่การก่อวินาศกรรม (Sabotage) หรือการใช้ความรุนแรงต่อความมั่นคงของรัฐได้
สงครามโลกยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจาก “สงครามยึดพื้นที่” ไปสู่ “สงครามยึดความคิด” และสิ่งที่อันตรายที่สุด คือ ประชาชนจำนวนมากอาจไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเองกำลังอยู่ท่ามกลาง “ปฏิบัติการอิทธิพลทางความคิดที่มุ่งสั่นคลอนประเทศในหลายมิติ” (Influence Operations) ที่ถูกเครือข่ายการจารกรรมและปฏิบัติการอิทธิพลจากต่างชาติทำอย่างเป็นระบบ
ในอดีตคำว่า “สายลับ” อาจหมายถึงคนที่แอบถ่ายเอกสารลับหรือส่งข้อมูลทางทหาร แต่ปัจจุบัน “สายลับยุคใหม่” อาจอยู่ในรูปแบบเครือข่ายข้อมูล ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) ปฏิบัติการไซเบอร์ (Cyber Operations) ปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Disinformation Operations) แพลตฟอร์มข่าว บัญชีออนไลน์ กลุ่มทุน การล็อบบี้ การชี้นำวาทกรรมสังคม (Narrative Manipulation) หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัว เป้าหมายไม่ใช่แค่ขโมยความลับ แต่คือเปลี่ยนทิศทางความคิดของสังคมไทย ทำลายความสัมพันธ์อันดีของคนในชาติ และทำลายผลประโยชน์ชาติในระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน และ สหราชอาณาจักร เริ่มเร่งพัฒนากฎหมายป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ ทั้งในมิติความมั่นคงไซเบอร์ (Cybersecurity) ปฏิบัติการอิทธิพลจากต่างชาติ (Foreign Influence Operations) การจารกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Espionage) การปฏิบัติการบ่อนทำลายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Sabotage) และสงครามทางความคิด (Cognitive Warfare) เพราะภัยคุกคามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากระเบิดเสมอไป แต่มักเริ่มจากการทำให้สังคมสับสน การทำให้ประชาชนไม่เชื่อใจกัน การทำให้รัฐอ่อนแอ และการค่อย ๆ ทำลายภูมิคุ้มกันของประเทศจากภายใน
หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีระบบป้องกัน ประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงหลายระดับ ตั้งแต่การบิดเบือนข้อมูลสาธารณะ การชี้นำทางการเมือง การแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตย การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) การปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง ไปจนถึงการก่อวินาศกรรมต่อระบบพลังงาน ระบบการเงิน ระบบสื่อสาร หรือความมั่นคงของรัฐ
อีกประเด็นหนึ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง คือ ความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ในการออกเอกสารสิทธิ์ ปลอมแปลงสัญชาติ ออกสัญชาติไทยให้โดยมิชอบ อนุญาตใช้ที่ดินหรือเอื้อให้เกิดการถือครองทรัพย์สินผ่านนอมินี จนเกิด “เครือข่ายชุมชนต่างชาติ” ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน เมืองท่องเที่ยว พื้นที่ใกล้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure) หรือพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ หากปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่มีระบบตรวจสอบระยะยาว อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทั้งด้านการฟอกเงิน (Money Laundering) การจัดตั้งเครือข่ายอิทธิพลข้ามชาติ (Transnational Influence Network) การครอบงำเศรษฐกิจระดับพื้นที่ หรือแม้แต่การใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานสนับสนุนปฏิบัติการผิดกฎหมายในอนาคตได้
สิ่งที่รัฐควรเร่งตรวจสอบ ไม่ใช่การเหมารวมชาวต่างชาติทั้งหมด แต่คือ “รูปแบบความผิดปกติ” (Anomaly Detection) เช่น การถือครองที่ดินผ่านบุคคลสัญชาติไทยจำนวนมากผิดปกติ การเกิดหมู่บ้านหรือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับทุนต่างชาติแบบปิด การมีธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ผิดสังเกต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่ หรือการมีเครือข่ายธุรกิจ การศึกษา และสื่อที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบโดยขาดความโปร่งใส
ตัวอย่างจากหลายประเทศทั่วโลก หน่วยงานความมั่นคงเริ่มจับตาปรากฏการณ์เข้าถือครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Land Acquisition) ผ่านกลไกทางธุรกิจและนอมินี ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อทั้งอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic Sovereignty) และความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) ได้ หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนสากล
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนากฎหมายยุคใหม่ที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างสมดุล กฎหมายดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ การตรวจสอบโดยศาล และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อ



















