รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เผยรัฐบาลเดินหน้าศึกษาโครงการเออร์ลี่รีไทร์แบบสมัครใจ เพื่อลดภาระงบประมาณและปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ควบคู่การนำเทคโนโลยีมาทดแทนงานบางตำแหน่ง ยืนยันไม่มีการบังคับ พร้อมศึกษาปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการใหม่เป็นประกันสุขภาพ โดยยังคงสิทธิของข้าราชการเดิมไว้เป็นทางเลือก
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 7 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงแนวคิดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระรายจ่ายประจำของภาครัฐ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับการลงทุนและการช่วยเหลือประชาชน
นายปกรณ์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะใช้ระบบสมัครใจเป็นหลัก ควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น โดยจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบราชการ พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทดแทนงานประจำในหลายด้าน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในระยะยาว
สำหรับตำแหน่งที่อาจได้รับการปรับลดนั้น นายปกรณ์ ยกตัวอย่างตำแหน่งพนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรส่วนใหญ่สามารถใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารในการจัดทำเอกสารได้ด้วยตนเอง รวมถึงงานธุรการบางส่วนที่สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินงานได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละหน่วยงาน และยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
ทั้งนี้ โครงการจะเริ่มจากข้าราชการพลเรือนก่อน หากได้ผลเป็นรูปธรรม ก็อาจขยายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน รวมถึงหน่วยงานด้านทหารและตำรวจ ซึ่งบางหน่วยงานมีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้ว
ส่วนหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ นายปกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องอายุหรือจำนวนผู้เข้าร่วม โดยได้มอบหมายให้ ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ศึกษารายละเอียดทั้งด้านงบประมาณและสิทธิประโยชน์อย่างรอบด้าน
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในอดีตการเออร์ลี่รีไทร์กำหนดให้ผู้เข้าร่วมต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือมีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ในอนาคตอาจเปิดกว้างมากขึ้น โดยไม่กำหนดกรอบอายุที่ตายตัว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพสามารถรีสกิลและอัปสกิลได้อย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้แรงจูงใจและมาตรการสนับสนุนเป็นหลัก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ โดยมีแนวคิดเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการเดิมมาเป็นระบบประกันสุขภาพสำหรับข้าราชการที่บรรจุใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจประกันสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศ ขณะที่ข้าราชการเดิมจะยังคงได้รับสิทธิเดิม และสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมได้ต่อไป.




















