เป็นเรื่องถูกต้องที่ คณะรัฐมตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 ต้องตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ที่มี “รองนายกรัฐมนตรี” เป็นประธาน มี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ ทั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพลังงาน, และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ รวมถึง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการปฏิบัติของหน่วยงานในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย รวมทั้งติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการนี้
ความมุ่งหมายของ ครม. ชัดเจนว่า การมาของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องให้มีการใช้พลังงานสะอาด รักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเกิดประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยเฉพาะจากอัคคีภัย และรักษาข้อมูลด้านข้อมูลของประเทศ
จริง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีการตั้ง คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มี “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน เป็นประธาน แต่ดูไป-ดูมา…อาจเอาไม่อยู่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง “บิ๊ก” ที่ต้องมีองคาพยพใหญ่มาช่วยกันมอง
ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ออกมา ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลักเข้ามาที่ไทยจริง เพราะประเทศอื่นเขาชะลอการลงทุนแล้ว โดย 3 ปีที่ผ่านมา เราก็รับมาหมด โดย “บีโอไอ” ได้อนุมัติไปแล้ว 40 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้บริษัทอื่นนำเซิร์ฟเวอร์มาเช่าพื้นที่ ตอนนี้ “บีโอไอ” เพิ่งจะปรับกลยุทธ์ โดยเน้นคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดกรอบแล้ว ให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ หากโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ ต้องวางหลักประกัน 450 ล้านบาท หากบริษัทดำเนินการสร้างจริงและมีการใช้ไฟฟ้าถึง 50% ของที่แจ้งไว้ จะทยอยคืนเงินประกันให้ และหากใช้ไฟถึง 70% จะคืนเงินประกันให้ทั้งหมด เพื่อไม่ให้การลงทุนวางเครือข่ายไฟฟ้าของรัฐหลายหมื่นล้านบาทต้องสูญเปล่า
หากรับทั้งหมด ดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้ามามากกว่า 30,000 เมกะวัตต์ เกือบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศ เทียบตัวเลขในปี 2569 พีคของไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 20.50 น. เท่ากับ 35,991.60 เมกะวัตต์

กระทรวงพลังงาน ก็กำลังโฟกัสเรื่องนี้ โดยวางมาตรการรองรับการมาของดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากวางเงินประกัน ก็บังคับให้ ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำมหาศาล เพื่อระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานตลอด 24 ชม. รวมถึงยังต้องใช้น้ำทางอ้อมในการผลิตไฟฟ้าด้วย ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบน้ำเพื่อการบริโภคและเพื่อการเกษตรของประชาชน ก็ต้องมีแผนจัดการน้ำแยกต่างหากมาแสดงด้วย
วงการอุตสาหกรรมทราบดีว่า น้ำในพื้นที่ EEC มีจำกัดจำเขี่ยมาก แล้วดาต้าเซ็นเตอร์ยังจะมากระจุกตัวกันที่นี่อีก ที่พยายามแก้การกระจุกตัวในพื้นที่ EEC ได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งดูแลสายส่งระดับ 230 KV และ 500 KV ขายไฟตรงให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใกล้สายส่งของ กฟผ. เพื่อลดภาระการลงทุนสร้างสายส่งใหม่
นอกจากนี้เพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟของระบบ “มติ กพช.” ก็กำหนดให้มี โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่เก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรงเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 9 เก็บที่อัตราประมาณ 6 บาทต่อหน่วย โดยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่มีราคาสูงที่เราต้องผลิตเพื่อป้อนดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การใช้นำเข้าก๊าซ LNG หรือค่ารักษาเสถียรภาพระบบ กลุ่มทุนต้องเป็นผู้จ่ายเอง 100% ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าจะวางโครงสร้างอย่างไร
การที่ไทยต้องวางมาตรการเพื่อคัดเลือกและคุมเข้มการลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะประเทศอื่นก็ชอกช้ำกันมาแล้ว จากการขยายตัวของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเราควรศึกษาบทเรียนว่ามีผลกระทบอะไรบ้าง และเขาลดผลกระทบอย่างไรเพื่อหาทางป้องกันก่อนหายนะจะเกิดขึ้น
ในสหรัฐฯ มีการประเมินผลการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ถึง 3,900 แห่งทั่วประเทศ ที่ถาโถมมา ก็เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ถูกมองบวก ๆ เหมือนทุกประเทศก่อนหน้านี้ ว่าจะมาช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่เอาจริงบวกก็มีลบก็มาก เรื่องจริงที่สหรัฐฯพบเจอ มีดังนี้…

1.การกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ไม่กี่จุด รัฐเวอร์จิเนียถูกขนานนามว่า เป็นเมืองหลวงของดาต้าเซ็นเตอร์ของโลก และไปตั้งที่อื่นอีกหลายรัฐ
2.ดาต้าเซ็นเตอร์ 1 แห่งใช้ไฟเท่ากับบ้าน 1 แสนหลังคาเรือน โครงการที่สร้างใหม่ใช้ไฟมากขึ้นไปอีก 20 เท่า ประเมินว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือ 2571 ดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้ไฟคิดเป็นสัดส่วน 12% ของประเทศ ผลที่ตามมาคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมเพิ่มขึ้น 10% เทียบปี 2567 กับ 2568 อันเนื่องมาจากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับเขาเหล่านี้ ตอนนี้สหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณาแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เกิดจากการลงทุนเพื่อดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา และคิดอัตราการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าจากธุรกิจนี้โดยเฉพาะ
3.การใช้น้ำมหาศาลเพื่อหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกลางใช้น้ำ 3 แสนแกลลอนต่อวัน คิดเป็น 1.135 ล้านลิตรต่อวัน ขนาดใหญ่ใช้น้ำ 5 แสนแกลลอนต่อวัน หรือ 1.89 ล้านลิตร มีการประเมินว่า ในอีก 2 ปี ศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI นี้ อาจต้องใช้น้ำถึง 32,000 ล้านแกลลอนต่อปี คิดเป็น 1.2 แสนล้านลิตรต่อปี เรียกว่ามหาศาล เท่ากับการป้อนให้บ้านใช้ 3.6 แสนหลังคาเรือน
4.ด้านมลพิษ ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ มีการติดตั้งโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซธรรมชาติรองรับ รวมถึงเครื่องกำเนิดสำรองที่ใช้ดีเซล ซึ่งในรัฐเวอร์จีเนียมีชาวบ้านในพื้นที่ฟ้องร้องกันแล้วเรื่องคุณภาพอากาศที่แย่ลง เพราะเชื่อมโยงกับโรคทางเดินหายใจ หืด และโรคหัวใจ รวมถึงมีการรายงานเกี่ยวกับผลกระทบจากระดับเสียงที่รบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้านจากการทำงานของเครื่องจักรทั้งระหว่างการก่อสร้าง และระหว่างดำเนินการ
5.ที่ดินเกษตรขนาดใหญ่กำลังถูกเปลี่ยนมาเป็นเมืองแห่งดาต้าเซ็นเตอร์เสียแล้ว มีการศึกษาเมื่อปี 2567 พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากการมาของดาต้าเซ็นเตอร์ คิดเป็นสนามฟุตบอล 450 แห่ง เมื่อที่ดินของชุมชนและเกษตรกรรมต้องถูกเปลี่ยนแปลงมาเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างในรัฐวิสคอนซิน ในสหรัฐฯ ซึ่งมีดาต้าเซนเตอร์ประมาณ 50 แห่ง ก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมไปจำนวนมาก
ตอนนี้ความกังวลของประชาชนในหลายรัฐกำลังแพร่ขยายออกไป ในรัฐโอไฮโอมีคำขอใช้ที่ดินเกือบๆ 759 ไร่ เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่มีอันคำขอต้องตกไป เพราะความกังวลของประชาชน รัฐบาลท้องถิ่นในหลายรัฐ กำลังพิจารณากำหนดโซนของการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดเจนแยกออกจากโซนเกษตรกรรมชั้นดี รวมกับการวางมาตรฐานเพื่อสร้างพื้นที่กันชนระหว่างพื้นที่เกษตรกับดาต้าเซ็นเตอร์
6.การจ้างงานเกิดขึ้นจริงเฉพาะในช่วงที่มีการก่อสร้างเป็น “ระดับแรงงาน” แต่ระยะยาวแล้วเมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้น พบว่าตำแหน่งอย่างช่างเทคนิค หรือฝ่ายปฏิบัติการที่มีเงินเดือนสูง ๆ มีจำกัด ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดมีพนักงานประจำน้อยกว่า 150 คน และบางแห่งน้อยมากแค่ 25 คน
7.การสร้างรายได้ให้รัฐ ไป ๆ มา ๆ สหรัฐฯ พบว่ารายได้รวมของรัฐจากภาษีที่เก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์ อาจน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากไปทุ่มสิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุนให้กิจการนี้ มีข้อเสนอจากนักวิชาการให้ชั่งน้ำหนักกับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ทั้งสายส่งไฟฟ้า สถานีย่อย การลงทุนระบบน้ำ และถนน รวมถึงบริการอื่นๆเพื่อรักษาความปลอดภัยระยะยาวกว่า 30 ปี เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไม่รู้จะถอนการลงทุนออกไปเมื่อใด
ความกังวลของประชาชนในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นเอาจน ทำให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 64,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินบาทก็ราว 2.1 ล้านล้านบาทถูกเลื่อนหรือยกเลิกในช่วงเดือนพ.ค.2567 จนถึง มี.ค.2568 เนื่องจากการคัดค้านของประชาชน

เข้าใจได้ว่า เศรษฐกิจแบบนี้ การที่รัฐบาลประเทศ ไหน ๆ จะปล่อยให้เงินลงทุนขนาดนี้ปลิวหายไป ย่อมทำใจได้ยาก รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งในสหรัฐฯ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ไปตั้ง จึงใช้วิธีวางมาตรการ อาทิ 1.ตั้งเกณฑ์และมาตรการป้องกันในระดับชุมชน เช่น ในแมริแลนด์ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาเกณฑ์จุดที่ตั้งของดาต้าเซนเตอร์ที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองชุมชน 2.ขณะที่รัฐเพนซิลวาเนียตั้งข้อตกลงสร้างสวัสดิการชุมชน ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่น และให้ส่งมอบเงิน 10 ล้านดอลลาร์คิดเป็น 331.1 ล้านบาทต่อโครงการ เพื่อนำไปดูแลสภาพอากาศและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น
การที่เขาต้องกำหนดเช่นนี้ ก็เพื่อให้ชุมชนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้รับประโยชน์และเติบโตไปกับเศรฐกิจดิจิทัลพร้อมกับคนทั้งประเทศ มิใช่ถูกผลักให้ทำเพื่อประโยชน์ประเทศ แต่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงลำพังแลกกับโปรแกรมซีเอสอาร์เล็ก ๆ น้อย ๆ
อาจบอกได้ว่า “คนระยอง-คนชลบุรี-คนฉะเชิงเทรา” จุดที่ตั้งของ EEC น่าจะชินแล้ว กับการมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ใกล้บ้าน ก็แค่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาบวกอีก แต่เราไม่อาจโยนความเสี่ยงซ้ำซากให้ “ชุมชน” ไม่อาจเพิ่มช่องว่างความเหลื่อมล้ำทั้งเศรษฐกิจ และสุขภาพให้คนที่อยู่ใน 3 จังหวัดนี้ได้อีกต่อไป และไม่ว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะไปตั้งในพื้นที่ไหนก็ตาม “ชุมชนโดยรอบ” ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงใจเช่นเดียวกัน เพราะเห็นแล้วว่า การพัฒนาที่ไม่ได้ยกระดับ คนส่วนใหญ่ให้เติบโตไปด้วยกัน สุดท้าย “ช่องว่างรายได้” ที่กว้างขึ้น และโอกาสที่แคบลงของ “ผู้เข้าไม่ถึงโอกาส” จะกลับมาทำร้ายเราทุกคน
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















