“พรรคประชาชน” ซัดรัฐบาลหากยอมรับเงื่อนไขภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกสหรัฐฯ สูงกว่า 12.5% ถือว่า “สอบตก” แนะนายกฯ งัดยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์-แก้ปัญหาแรงงานบังคับ-สินค้าสวมสิทธิ์ต่อรอง พร้อมดึง รมว.คลัง สหรัฐฯ เยือนไทยสร้างคอนเนชัน
วันที่ 21 ก.ย.2569 เวลา 09.50 น.ที่รัฐสภา นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา ว่า หากประเทศไทยจบดีลกับสหรัฐฯแล้ว ต้องเสียภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออก มากกว่า 12.5% จะถือว่ารัฐบาลสอบตก จากการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้า สอบสวนไทยใน 2 ประเด็นคือ การใช้แรงงานบังคับ กับกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งจากที่ตนติดตามข่าวทราบว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ต้องการเคลียร์รายละเอียดให้จบเพื่อปูทางให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสามารถปิดดีลกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมที่นครนิวยอร์กช่วงสัปดาห์นี้ได้
นายพิศาลตั้งข้อสังเกตว่า หากปิดดีลที่ 19% ตามข่าวจริง ก็ต้องถามรัฐบาลว่าจะเป็นดีลที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ไทยได้อย่างไร เพราะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่ถูกเก็บไม่เกิน 12.5% เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย 10% หรือ เวียดนาม สิงคโปร์ฟิลิปปินส์ 12.5% และมองว่าการพูดคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบชัดเจน เพราะเราเล่นตามเกมที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ถนัดและเป็นผู้กำหนด อีกทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ก็ไม่สนใจมิติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นไพ่ใบสำคัญในการเจรจาต่อรองของเรา หากรัฐบาลปล่อยให้ไทยถูกเก็บภาษีสูงกว่า 12.5% จะกระทบต่อมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่เราส่งไปทั่วโลก กระทบต่อการจ้างงานในประเทศ 400,000 กว่าตำแหน่ง ทั้งในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม
นายพิศาล กล่าวต่อว่า ครม.เงา จึงมีข้อเสนอ 3 ข้อต่อนายกรัฐมนตรี หากมีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ในสัปดาห์นี้ 1.นายกรัฐมนตรีควรบอกประธานาธิบดีอย่างตรงไปตรงมาว่า ไทยมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบในด้านการค้าต่างประเทศอย่างไร และไทยจะขอปรับโครงสร้างการค้า โดยจะตรวจสอบรายการสินค้า บังคับการใช้กฎหมายกับธุรกิจเทา โรงงานเทา สินค้าสวมสิทธิ์ ที่มุ่งส่งผ่านประเทศไทยต่อไปที่สหรัฐฯ จนทำให้ไทยเดือดร้อนจากภาษีตอบโต้ และคนไทยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น รวมถึงไทยจะจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวเพื่อให้สินค้าไทยที่ไปสหรัฐฯปราศจากแรงงานบังคับ 2.นายกฯควรบอกประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เราจะสนับสนุนการลงทุนของไทยที่สร้างงานในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ให้ย้ายถิ่นฐานการลงทุนจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนมาที่ไทย เพราะไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่ยุทธศาสตร์แปซิฟิกของสหรัฐฯพึ่งพามาโดยตลอด และ 3.นายกฯ ต้องโน้มน้าวหาวิธีให้ประธานาธิบดีทรัมป์ แวะมาเยือนไทยในโอกาสที่มาเยือนภูมิภาคนี้ เช่น การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่เซินเจิ้น ประเทศจีน ช่วง 18-19 พ.ย.นี้ หรือในปีต่อไป รัฐบาลต้องรู้จักใช้คนหรือสร้างไพ่ รู้จักดึงดูดสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์อยากได้ อยากมี อยากเป็น และสามารถล็อบบี้คนที่เข้าถึงทรัมป์ เพื่อโยงผลประโยชน์ไทย-สหรัฐฯในมิติภูมิรัฐศาสตร์ได้
“ทั้งหมดนี้ นายพิศาลมองว่าไม่น่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของนางศุภจี หรือข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าจะเคยเข้าพบผู้ที่เป็นเพื่อนของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างรมว.พาณิชย์สหรัฐฯมาแล้วก็ตาม แต่หากไม่รู้ว่าประเทศไทยมีไพ่อะไร หรือควรใช้ไพ่อะไรในการพูดกับใคร การล็อบบี้ก็จะขาดพลังนอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่เคยปรากฏว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศมีบทบาทใดในเรื่องการทูตภูมิรัฐศาสตร์เชิงการค้ากับสหรัฐฯเลย”นายพิศาล กล่าว
นายพิศาลกล่าวต่อไปว่า ครม.เงา จึงเสนอแนะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีหนังสือเชิญถึงนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังกับสามี ให้เป็นแขกพิเศษของนายกฯ ในโอกาสที่จะมาประชุมประจำปีของธนาคารโลกกับ IMF ที่กรุงเทพฯในเดือนหน้า เนื่องจากประเทศไทยมีจุดเด่นในความเสมอภาคทางเพศ จึงควรจัดกำหนดการที่เขาและสามีสนใจในเรื่องการบูรณะรักษาตกแต่งบ้านเก่า คฤหาสน์เก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยมีหลายแห่ง หากได้รับเชิญก็ควรสั่งทูตของเราที่กรุงวอชิงตันกลับมาประกบเพื่อใช้ประโยชน์ด้านคอนเน็คชันในอีก 2 ปีข้างหน้าต่อไป เพราะนอกจากรมว.คลังของสหรัฐฯ คนนี้จะได้รับการรับฟังจากทรัมป์แล้ว ยังรับผิดชอบในมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่สหรัฐฯ กำลังเล่นงานรัสเซียกับอิหร่านอยู่ ซึ่งไทยอาจได้รับผลกระทบในอนาคต สรุปคือหากรัฐบาลเดินไม่เป็น สอบตกในเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง ในตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย การทูตไทยก็จะยังคงไม่มีพลังต่อไป



















