รมว.กลาโหมคนใหม่ประกาศภารกิจด้านความมั่นคง มุ่งเสริมศักยภาพกองทัพ ควบคู่พัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพล ย้ำชัดยึดข้อตกลงร่วมไทย–กัมพูชา ไม่เปิดด่านจนกว่าจะปฏิบัติตามครบถ้วน
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ สถาบัน และพี่น้องประชาชน
รมว.กลาโหม ระบุว่า นโยบายด้านความมั่นคงจะดำเนินการตามกรอบที่รัฐบาลได้แถลงไว้ โดยมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ควบคู่กับการผลักดันระบบทหารอาสา ซึ่งเชื่อว่าความสมัครใจจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ การศึกษา และทักษะอาชีพ รวมถึงการก้าวสู่เส้นทางทหารอาชีพในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงาน อาทิ น้ำมัน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงในยามวิกฤตหรือสถานการณ์สงคราม
ในส่วนของนโยบายเร่งด่วน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ชายแดน ทั้งด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟฟ้า ถนน และระบบสื่อสาร พร้อมดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดามารดา ซึ่งขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่า จะยึดตามข้อตกลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำชัดว่า จะยังไม่เปิดด่านชายแดนจนกว่าทุกขั้นตอนตามข้อตกลงจะได้รับการปฏิบัติครบถ้วน
“เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างเหมาะสม” พล.ท.อดุลย์ กล่าว
ทั้งนี้ การเจรจาจะดำเนินการผ่านกลไกที่มีอยู่ ได้แก่ คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ในระดับพื้นที่ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในระดับกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ โดยยืนยันว่าจะใช้ทั้ง 3 กลไกควบคู่กัน และไม่มีการเจรจานอกรอบ
ส่วนในพื้นที่ของกองทัพเรือ ภายหลังการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ทุกการดำเนินการจะอยู่ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ



















