“เอกนิติ”ร่ายหลักการงบรายจ่ายปี2570 ชูเศรษฐกิจไทยปี2570 ขยายตัวร้อยละ 1.7-2.7 โอ่ผลพวงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก และพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน แต่ยังห่วงไฟสงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจไทยให้มีความเสี่ยง ชี้ยังจำเป็นต้องจัดงบแบบขาดดุลต่อเนื่อง เพื่อประคองประชาชน-เศรษฐกิจ-วางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง
วันที่ 29 มิ.ย.2569 เวลา 09.30น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียดการของบรายจ่ายปี2570 แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ติดภารกิจอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยนายเอกนิติแถลงว่า เศรษฐกิจปี2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 1.7-2.7 ตามการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงสูงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนฐานะการคลัง หนี้สาธารณะประเทศ ณ เดือนเม.ย.2569 จำนวน 12.8ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ66.66 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ อยู่ภายใต้กรอบบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไม่ให้เกินร้อยละ70 ส่วนเงินคงคลังประเทศ วันที่ 31พ.ค.2569 มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 31ธ.ค.2568 มีจำนวน 281,742ล้านบาท จัดว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ
นายเอกนิติกล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.บงประมาณรายจ่ายปี2570 จัดทำขึ้นท่ามกลางความท้าทายสำคัญ 2ประการคือ 1.การผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะวิกฤติด้านพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อราคาพลังงาน และแนวโน้มการจัดหาเชื้อเพลิงในอนาคต รวมถึงรัฐบาลยังมีวิกฤติปากท้องประชาชนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง 2.สถานการณ์การคลังของรัฐ ในส่วนรายจ่ายประจำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณคงเหลือสำหรับรายจ่ายลงทุนลดลง และด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบขาดดุลต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น เข้าใกล้กรอบเพดานสาธารณะที่กำหนดไว้ร้อยละ70 ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศและความกังวลาต่อความยั่งยืนการคลังระยะยาว
“การดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง รัฐบาลจึงมุ่งฟื้นฟูสภาพการคลังประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง ปรับสมดุลการคลังทุกมิติ ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ความโปร่งใส และเป็นรูปธรรม โดยมีแนวทางปรับลดการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภายในปี2572 เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสภาพการคลังประเทศให้กลับสู่สภาวะแข็งแกร่ง”รมว.คลัง กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี2570 ต้องทำหน้าที่ 2ด้านพร้อมกันคือ ประคับประคองประชาชนและเศรษฐกิจในวันนี้ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรงขึ้นในอนาคตและได้จัดทำงบประมาณเพื่อมุ่งเน้นตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ อาทิ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ ควบคู่การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI พลังงานสะอาด 2.ด้านต่างประเทศและความมั่นคง อาทิ การเร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก การเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน 3.ด้านสังคม อาทิ ให้ความสำคัญการลงทุนในทุนมนุษย์ ผ่านนโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 4.ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม อาทิ การสร้างการเติบโตคุณภาพ ควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณ เปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 5.ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย อาทิ ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม
นายเอกนิติกล่าวว่า งบประมาณรายจ่าย ปี2570 จำแนกตามกลุ่มรายจ่ายดังนี้ งบกลาง 6.98 แสนล้านบาท งบรายจ่ายหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ทั้งนี้ยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถการแข่งขัน 3.48แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 6.11 แสนล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุข และขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง
นายเอกนิติกล่าวว่า 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิกาโดยรัฐเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้ 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม1.37 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากรร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ 6.76 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย
“ร่างพ.ร.บ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน”รมว.คลัง กล่าว




















