กลายเป็นเผือกร้อนทันที สำหรับกรณี การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568 ล่าสุด “3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวใหญ่ แสดงความกังวลอย่างหนักต่อ คำสั่งให้เพิกถอนการบรรจุบุคลากร
โดยระบุว่า ตอนนี้ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก “ทำก็โดน ไม่ทำก็โดน” หวั่นถูกฟ้องกลับหากปลดข้าราชการ โดยไม่มีหลักฐานชัดเจน ขณะที่ กรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร กำลังเร่งตรวจสอบเอกสารและแนวทางข้อกฎหมายในเรื่องนี้
สำหรับ 3 สมาคมหลัก ได้แก่ “สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด-สมาคมสันนิบาตเทศบาล-สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย” ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกันกรณีปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

“วิระศักดิ์ ฮาดดา” นายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้บริหารท้องถิ่นมีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากมติของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง และ ก.จังหวัด ที่ให้เพิกถอนรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้น อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจากตัวบุคลากรที่ถูกปลดออก ด้วยเหตุผลคือ
-หากดำเนินการปลด แล้วภายหลังพิสูจน์ได้ว่าข้าราชการรายดังกล่าวนั้น ไม่ได้ทำผิด หรือไม่มีหลักฐานการทุจริตที่เป็นรายบุคคลอย่างชัดเจน นายกท้องถิ่นในฐานะคนลงนามคำสั่งจะถูกฟ้องกลับทันที
-หากไม่ดำเนินการตามมติ ก.กลาง หรือ ก.จังหวัด นายกท้องถิ่น ก็จะถูกตั้งข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เรียกว่าถูกดำเนินคดีทั้งขึ้นทั้งล่อง
ทางสมาคมฯ จึงเรียกร้องให้ “หน่วยงานส่วนกลาง” ส่ง หลักฐานความผิด “เป็นรายบุคคล” ที่ชี้ชัดว่า ใครโกงอย่างไร ไม่ใช่แค่แจ้งว่า มีการแก้ไขคะแนนข้อสอบเท่านั้น เพื่อให้ท้องถิ่นใช้เป็นฐานอำนาจในการสั่งพ้นจากตำแหน่งได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพราะหากไปเพิกถอนเขาแล้วเด็กเขาไม่มีความผิดจริง มันเหมือนเราไปประหารชีวิตคนบริสุทธิ์
ดังนั้น ก.จังหวัด และ ก.กลาง ต้องส่งหลักฐานที่เชื่อมโยงให้ชัดเจนว่าเด็กคนนั้นทุจริตอย่างไร ไม่ใช่แค่แจ้งมติมาเฉยๆ แล้วให้เราไปรับหน้าแทน
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงข้อกฎหมายและระเบียบที่ใช้ในการยกเลิกบัญชีเดิมและประกาศบัญชีใหม่ ว่าอาศัยอำนาจตามระเบียบตัวไหน เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและตรวจสอบได้
ในส่วนของ แนวทางคำพิพากษาศาลปกครองที่เกี่ยวข้องกับคดีในลักษณะนี้ ตัวแทนจากศาลปกครอง ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) และมีประเด็นแนวทางคำพิพากษาศาลปกครองและข้อกฎหมายในการเพิกถอนการบรรจุ ในคดีอื่นๆ มาเทียบเคียงกัน

“ธนะ ชามะรัตน์” รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ยกกรณีศึกษาในอดีตที่ ศาลปกครองสูงสุด เคยมีคำพิพากษายกฟ้อง ในคดีที่ อบต.แห่งหนึ่งทำความตกลงกับมหาวิทยาลัยให้จัดสอบ แต่ภายหลังตรวจพบว่า คะแนนที่สถาบันการศึกษาเก็บไว้ กับคะแนนที่ อบต. ประกาศออกมาไม่ตรงกัน ถือเป็นข้อบ่งชี้สำคัญของการทุจริต คล้ายคดีที่เกิดขึ้นในขณะนี้
คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นส่วนจังหวัด จึงแจ้งไปยัง อบต.ให้เพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดี แต่เนื่องจาก ผู้ฟ้องคดีได้โอนย้ายไปสังกัดในระดับเทศบาล เทศบาลจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่ง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีมาฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากพากษายกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยประเด็นการวินิจฉัยในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาว่า คำสั่งที่ให้พ้นจากตำแหน่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
เนื่องจากคำสั่งของเทศบาล เป็นการออกคำสั่งตามมติของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาว่า มติของคณะกรรมการกลางฯ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นที่ยูติว่าคะแนนไม่ตรงกัน มติของคณะกรรมการกลางฯ จึงชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อมติขอบด้วยกฎหมาย มติที่ให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ส่วนจังหวัด จึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ทำให้คำสั่งของเทศบาล ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
ทั้งนี้ กรณีนี้มีความใกล้เคียงกับกรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรรจุช้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ที่กำลังมีการดำเนินการตรวจสอบอยู่ในปัจจุบัน
จากคำชี้แจงดังกล่าวของตัวแทนศาลปกครอง จึงอาจทำให้ “3 สมาคมท้องถิ่น” พอสบายใจขึ้นมาได้ว่า การเพิกถอนบรรจุข้าราชการที่ ก.กลาง สั่งให้เร่งดำเนินการในขณะนี้ ไม่ใช่ “เผือกร้อน” แต่อย่างใด เพราะมีเกราะป้องกันทางกฎหมายให้กับผู้บริหารท้องถิ่น ตามแนวคำพิพากษาในคดีปกครอง ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
……………………………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram


















