นายกฯ ให้การต้อนรับรัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมหารือความร่วมมือและโครงการแลนด์บริดจ์ที่ต่างชาติสนใจ ขณะที่โฆษกรัฐบาลย้ำทุกขั้นตอนต้องผ่านการศึกษาอย่างรอบด้าน โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมขอทุกฝ่ายวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นประเทศ
เมื่อเวลา 09.19 น. วันที่ 27 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจ โดยภายหลังเดินทางถึงได้ขึ้นสักการะองค์นรสิงห์เพื่อความเป็นสิริมงคล
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อแนะนำตัว โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการหารือ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงมาต้อนรับด้วยตนเอง พร้อมจับมือทักทายอย่างเป็นกันเอง ก่อนแนะนำรัฐมนตรีกลาโหมของไทย
ภายหลังการหารือ เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการพบปะเป็นไปอย่างอบอุ่น สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน โดยก่อนหน้านี้ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งฝ่ายสิงคโปร์ให้ความสนใจอย่างมาก มองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำคัญ และหากโครงการมีความชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่นักลงทุนจากสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ จะเข้าร่วมพัฒนา
อย่างไรก็ตาม โฆษกรัฐบาลระบุว่า การหารือยังไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึก แต่เป็นการรับทราบภาพรวมและศักยภาพของโครงการ โดยย้ำว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องผ่านการศึกษาความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
สำหรับข้อกังวลจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับความคุ้มค่าของโครงการ น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลรับฟังทุกความคิดเห็น แต่ยืนยันว่าไม่สามารถอนุมัติโครงการโดยไม่มีข้อมูลรองรับได้ และทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
ในประเด็นการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โฆษกรัฐบาลระบุว่า ทุกโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องสื่อสารอย่างต่อเนื่อง รับฟังข้อกังวลของประชาชน และดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชน
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกระแสที่มองว่าประเทศไทยขาดความน่าสนใจด้านการลงทุนว่า ไม่เป็นความจริง โดยชี้ว่าไทยยังมีความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจและการคลัง และกลับมาเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ และหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศในสายตานานาชาติ.



















