‘บอร์ดสปสช.’หนุนยามะเร็งนวัตกรรมไทย เพิ่มสิทธิ‘ผู้ป่วยบัตรทอง’เข้าถึงการรักษา

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เห็นชอบแนวทางสนับสนุนยารักษามะเร็งในบัญชีนวัตกรรมไทยที่ผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เข้าสู่ระบบบัตรทอง 30 บาท หวังเพิ่มโอกาสผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงยาประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง พร้อมวางแผนจัดหายาล่วงหน้าเพื่อควบคุมราคาและบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบแนวทางสนับสนุนการใช้ยารักษามะเร็งในบัญชีนวัตกรรมไทย ที่ผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเหมาะสม เช่น ยาอิมครานิบ (Imcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคืออิมาทินิบ (imatinib) และยาเจฟครานิบ (Gefcranib) ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือเจฟิทินิบ (gefitinib) 

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า การพัฒนายารักษามะเร็งดังกล่าว สืบเนื่องจากพระปณิธานของ ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และอยู่ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการผลิตยาและองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเป็นธรรม โดยประชุมได้เห็นชอบแผนความต้องการจัดหายานวัตกรรมดังกล่าวล่วงหน้าเป็นระยะไม่เกิน 3 ปี เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุมราคาและภาระงบประมาณการจัดหายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการจัดซื้อเต็มกำลังการผลิต โดยไม่เกินความต้องการของระบบ และอยู่ภายใต้ราคาที่เหมาะสม ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียนที่เกี่ยวข้อง

“ปัจจุบันระบบบัตรทองได้พัฒนาการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “Cancer Anywhere มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้ารับบริการ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงการรักษาในหน่วยบริการที่มีศักยภาพได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การให้ยา เคมีบำบัด รังสีรักษา ไปจนถึงการติดตามดูแลหลังการรักษา ดังนั้นการดำเนินการในครั้งนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความพร้อมของระบบบริการ ทำให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งในระบบมีความมั่นคงและต่อเนื่องยิ่งขึ้น” น.ส.พลอยทะเล กล่าว ///

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img